วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้นใช่การตรวจภายในหรือไม่

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญของการตรวจภายใน ซึ่งประกอบด้วยอีก 2 ขั้นตอน คือ การตรวจโดย การดู การคลำอวัยวะภายนอกและภายในอุ้งเชิงกรานของสตรี และการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยการอัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนล่าง การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนี้ตรวจเพื่อค้นหารอยโรคที่ปากมดลูกตั้งแต่รอยโรคระยะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งปากมดลูกระยะแรกเริ่มซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รอยโรคระยะก่อนมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก ส่วนมากมักไม่มีอาการใด ๆ บ่งบอกว่าเป็นโรคนี้ กว่าจะมีอาการมักเกิดการลุกลามจากมะเร็งแล้ว เช่น ตกขาว, เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, ปวดท้องน้อย, ท่อไตบวมจากการอุดกั้นของมะเร็งที่ลุกลามมาจนอาจเกิดภาวะไตวาย เป็นต้น

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีวิธีที่ใช้ในการตรวจ ดังนี้

Conventional Pap smear เป็นวิธีที่ใช้ตรวจกันมานานที่สุด โดยจะนำเนื้อเยื่อที่เก็บได้จากปากมดลูกไปตรวจหาเซลล์ผิดปกติ สามารถตรวจหาความผิดปกติได้ประมาณ 50 % Liquid based cytology วิธีที่พัฒนาขึ้นมาจาก Pap smear ให้ตรวจหาความผิดปกติได้ดีขึ้นจากเนื้อเยื่อของปากมดลูก ซึ่งตรวจพบได้ประมาณ 70 % HPV testing คือ การตรวจหาไวรัส HPV สายพันธุ์รุนแรงที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้มาตรวจร่วมกับ วิธีที่ 1 และ 2 เพื่อให้คัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติได้เกือบ 100 %

สตรีควรตรวจการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เมื่อ

อายุตั้งแต่ 21-25 ปี หรือมีเพศสัมพันธ์แล้วอย่างน้อย 3 ปี ผู้หญิงที่เคยมีตรวจผิดปกติแล้ว ควรตรวจสม่ำเสมอตามแพทย์นัด ผู้ที่ได้รับ HPV vaccine แล้วยังคงต้องตรวจภายในและคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับ ผู้ที่ไม่ได้รับ vaccine การตรวจภายในนั้น ควรตรวจทุก 1 ปี ส่วนการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้น อาจตรวจได้ทุก 3 ปี

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหยุดได้ เมื่อ

เมื่ออายุ 65-70 ปี โดยที่ผลการตรวจคัดกรองปกติ 3 ครั้ง ใน 10 ปี ก่อนหยุดตรวจ ผู้หญิงที่ผ่าตัดเอามดลูกออกแล้ว ร่วมกับมีผลการตรวจก่อนหน้าปกติ

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น แต่ถ้าผลพบความผิดปกติ สงสัยว่ามีการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์รุนแรง รอยโรคระยะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งปากมดลูกระยะแรกที่ไม่เห็นด้วยตาเปล่า ควรกลับมาแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมโดยการตรวจด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด หรือที่เรียกว่า “Colposcopy” สามารถช่วยหารอยโรคผิดปกติที่ปากมดลูก และอาจตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ไปตรวจยืนยันวินิจฉัยโรคก่อนจึงจะสามารถพิจารณาการรักษาตามความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันไม่ให้รอยโรคพัฒนากลายเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต

ข้อมูลดีๆจาก โรงพยาบาลธนบุรี

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การตรวจอัลตราซาวด์ทางสูติ-นรีเวช ดีอย่างไร

การตรวจอัลตราซาวด์ทางสูติ-นรีเวช ดีอย่างไร
การตรวจอัลตราซาวด์ทางสูติ-นรีเวช ดีอย่างไร

Ultrasounography คือ การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกไปจากหัวตรวจ เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งความสามารถในการผ่านและการสะท้อนกลับไม่เท่ากัน หัวตรวจจะทำหน้าที่รับสัญญาณคลื่นเสียงสะท้อนกลับระดับต่างๆ ซึ่งบอกถึงความหนาแน่น และความลึกของเนื้อเยื่อนั้นๆ แล้วนำสัญญาณที่ได้รับมาประมวลผลสร้างเป็นภาพขึ้นมา

ประโยชน์ที่นำมาใช้ทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ

1. ด้านนรีเวชกรรม นำมาช่วยตรวจวินิจฉัยลักษณะมดลูก เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก ลักษณะรังไข่ที่ปกติและผิดปกติ

2. ใช้เครื่องมือตรวจทางหน้าท้อง ซึ่งการตรวจผ่านทางหน้าท้องใช้เครื่องความถี่ต่ำ ทำให้ได้รายละเอียดน้อยแต่การการผ่านของคลื่นไปได้ไกลเหมาะสำหรับตรวจดูในสภาพกว้างในการตรวจทางด้านหน้าท้องต้องกลั้นปัสสาวะให้มีน้ำในกระเพาะปัสสาวะเพื่อเป็นตัวนำเสียงไปยังอุ้งเชิงกรานได้ดี

3. ใช้เครื่องมือตรวจผ่านสอดเข้าไปทางช่องคลอด ซึ่งการตรวจทางช่องคลอดใช้เครื่องความถี่สูง ทำให้ตรวจได้ละเอียดมากแต่คลื่นเสียงผ่านได้ไม่ไกล ได้พื้นที่ในการตรวจน้อยสำหรับสำหรับดูสิ่งเล็กๆที่ต้องการรายละเอียด สำหรับการตรวจทางช่องคลอดนั้นผู้ป่วยจะต้องปัสสาวะทิ้งก่อนตรวจ เพื่อให้เครื่องมือใกล้ชิดกับอวัยวะที่ต้องการตรวจ

4. ด้านสูติกรรม ใช้ตรวจพิสูจน์ยืนยันการตั้งครรภ์ว่าตั้งครรภ์ในหรือนอกมดลูก คำณวนอายุครรภ์จากขนาดของถุงการตั้งครรภ์ หรือขนาดของทารก ดูว่ามีการเจริญของทารกในครรภ์เป็นปกติหรือไม่ ค้นหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ดูลักษณะของรกและน้ำคร่ำ ดูความผิดปกติเล็กน้อยที่แสดงถึงความผิดปกติทางโคโมโซม เช่น ความหนาของผิวหนังต้นคอ น้ำในโพรงสมองของทารก เป็นต้น

อัลตราซาวด์ 3 และ 4 มิติ

ภาพจากการอัลตราซาวด์โดยทั่วไปเป็นภาพชนิด 2 มิติ คือมิติด้านกว้างและด้านยาว ส่วนภาพอัลตราซาวด์ 3 มิติและ4 มิติ ชนิดของหัวตรวจและการประมวลภาพจะซับซ้อนมากขึ้นที่สามารถส่งคลื่นเสียงในลักษณะหลายระนาบเก็บข้อมูลติดต่อกันส่งไปประมวลผลและสร้างภาพ 3 มิติ คือมีความลึกเหมือนของจริง ส่วนอัลตราซาวด์ 4 มิติ เกิดภาพเคลื่อนไหว

ประโยชน์ของการตรวจอัลตราซาวด์ 3 มิติและ4 มิติ

· ภาพที่ได้เหมือนจริงก่อให้เกิดความเข้าใจ
· สร้างความรักความผูกพันระหว่างมารดาและบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์
· สามารถตรวจหาความผิดปกติโดยเฉพาะความผิดปกติที่พื้นผิว เช่น ปากแหว่ง
· สามารถเห็นอิริยาบถต่างๆรวมทั้งหน้าตาของลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ข้อมูลดีๆจาก โรงพยาบาลธนบุรี

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รักษาอาการปวดด้วยการฝังเข็ม ทำได้หรือไม่

รักษาอาการปวดด้วยการฝังเข็ม
รักษาอาการปวดด้วยการฝังเข็ม

อาการปวดเป็นอาการที่พบได้ในคนทั่ว ๆ ไป มีระดับความรุนแรงของความรู้สึกปวดแตกต่างกัน ตั้งแต่ปวดพอรู้สึกรำคาญไปจนถึงปวดอย่างรุนแรง ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการปวด

ประเภทของการปวด

1. ปวดแบบเฉียบพลัน
2. ปวดแบบเรื้อรัง

อวัยวะที่สามารถเกิดอาการปวด จะเป็นได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยอาจจะปวดจากผิวหนัง กล้ามเนื้อ

เอ็น ข้อต่อ กระดูก เส้นเลือด อวัยวะภายใน เช่น กระเพาะอาหาร มดลูก เป็นต้น

หลักการรักษาอาการปวดก็คือ

1. บรรเทาอาการปวดโดยวิธีต่าง ๆ เช่น

ใช้ยา
ใช้วิธีทางกายภาพ เช่น ประคบร้อน-เย็น ใส่เฝือกหรือพันผ้า
ใช้การผ่าตัด
ใช้การฝังเข็ม

2. รักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสาเหตุนั้น ๆ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้การยอมรับว่าการฝังเข็มสามารถรักษาอาการปวดได้ผลดี โดยสามารถรักษาได้ทั้งอาการปวดแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งจะมีการเลือกใช้ตำแหน่งของจุดฝัง เข็มแตกต่างกันตามอวัยวะที่เป็นสาเหตุ ของอาการปวด

การฝังเข็มสามารถรักษาอาการปวดได้เนื่องจาก

1. เพิ่มการหลั่งสารเคมีของร่างกายที่มีฤทธิ์ลดอาการปวด ได้แก่

Serotonin
Norepinephrine
Substance
GABA
Dopomine
ACTH
B-Eudorphin
Enkephatin
Dynorphin

2. เพิ่มการหลั่งสารเคมีของร่างกายที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ได้แก่

Cortisol

3. เพิ่มเลือดไปเลี้ยงเฉพาะที่ เนื่องจากทำให้เกิด vasodilatation เป็นการช่วยระบายของเสียที่ทำให้เกิดอาการปวด และนำสารที่ลดอาการปวดเข้าสู่อวัยวะนั้น

การฝังเข็มเป็นการรักษาอาการปวดโดยไม่ต้องใช้ยา เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสในการแพ้ยา ผลข้างเคียง จากยา และปัญหาการติดยาแก้ปวด รวมทั้งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เคยรักษาอาการปวดด้วยวิธีการอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก คลินิกแพทย์แผนจีน รพ.ไทยนครินทร์

การฝังเข็มคืออะไร และรักษาโรคได้อย่างไร

การฝังเข็มคืออะไร และรักษาโรคได้อย่างไร
การฝังเข็มคืออะไร และรักษาโรคได้อย่างไร

การฝังเข็มเป็นเวชกรรมที่มีมานานเป็นเวลาหลายพันปีในประเทศจีน ปัจจุบันการฝังเข็มได้แพร่หลาย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้ ให้ความสนใจและได้เป็นแกนนำในการเชิญผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกประชุมในปี คศ. 1979 ที่นครปักกิ่ง และได้ร่าง “รายชื่ออาการหรือโรคที่อาจพิจารณาให้การฝังเข็มเป็นทางเลือกในการรักษาจำนวน 43 ประเภท”

สำหรับประเทศไทย ประชาชนก็ได้ให้ความสนใจในการศึกษาโรคด้วยการฝังเข็ม เพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็วเช่นกัน

การฝังเข็มคืออะไร

การฝังเข็มคือ การแทงเข็มลงไปบนจุดฝังเข็มตามร่างกายโดยใช้หลักการรักษาของแพทย์แผนจีน โดยเข็มที่ใช้จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าเข็มฉีดยา จึงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย และเป็นเข็มปลอดเชื้อแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผู้ป่วยจึงปลอดภัยจากการติดเชื้อ

การฝังเข็มรักษาโรคได้อย่างไร

ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่า การฝังเข็มทำให้เกิดการหลั่งของสารชีวเคมีในร่างกายเพิ่มขึ้น มากกว่า 35 ชนิด แล้วแต่ตำแหน่งที่ใช้ฝังเข็ม ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายในแง่ช่วยระงับอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงเฉพาะที่ ปรับระดับไขมันและสารเคมีอื่น ๆ ในร่างกายให้อยู่ในสภาพ สมดุล รวมทั้งเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

การฝังเข็มรักษาโรคอะไรได้บ้าง

กลุ่มอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเอว ปวดไหล่ ปวดคอ
โรคซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ ปวดศีรษะจากความเครียด ปวดไมเกรน โดยร่วมกับการทำจิต บำบัด
เลิกยาเสพติด อดบุหรี่ ลดความอ้วน โดยร่วมกับการทำพฤติกรรมบำบัด
อัมพาต อัมพฤกษ์ โดยร่วมกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
โรคภูมิแพ้ หืดหอบ และผื่นคันตามร่างกาย
อาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก ปวดประจำเดือน
โรคอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

การฝังเข็มเหมาะสมกับใคร

1. ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรับการรักษาด้วยการใช้ยาซึ่งเป็นการเพิ่มสารเคมีจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย

2. ผู้ป่วยที่มีประวัติการแพ้ยาหลาย ๆ ชนิด

3. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันของยา

4. ผู้ป่วยที่มีปัญหาหยุดยาที่ใช้รักษาโรคไม่ได้ เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ยาระบาย เป็นต้น

5. ผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนตะวันตกกับการฝังเข็ม

6. ผู้ที่ต้องการเสริมสร้างสุขภาพโดยการปรับสมดุลภายในร่างกาย

ข้อห้ามในการฝังเข็มมีอะไรบ้าง

โรคเลือดที่มีความผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด
โรคที่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างแน่นอน
โรคมะเร็ง (ที่ยังไม่ได้รับการรักษา)
โรคที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัยที่แน่นอน
ตั้งครรภ์

ต้องเตรียมตัวก่อนมารับการฝังเข็มอย่างไร

1. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อ่อนเพลีย

2. ไม่หิวหรืออิ่มเกินไป

3. สวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่น สามารถรูดขึ้นเหนือศอกและเหนือเข่าได้

4. ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการฝังเข็ม

5. ขณะฝังเข็มถ้ามีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งแพทย์ทันที

ระยะเวลาที่ใช้สำหรับการฝังเข็มนานเท่าไร

การฝังเข็มแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ต้องมาฝังเข็มสัปดาห์ละ 1 – 3 ครั้ง และต่อเนื่อง

ระยะหนึ่งแล้วแต่โรคที่เป็นตามการพิจารณาของแพทย์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก คลินิกแพทย์แผนจีน รพ.ไทยนครินทร์

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การผ่าตัดลบรอยสัก และวิธีลบรอยสักแบบต่างๆ

การผ่าตัดลบรอยสัก และวิธีลบรอยสักแบบต่างๆ
การผ่าตัดลบรอยสัก และวิธีลบรอยสักแบบต่างๆ

การผ่าตัดลบรอยสัก

การสัก หมายถึง การนำเม็ดสีต่าง ๆ เข้าสู่ผิวหนังโดยใช้เข็ม หรือของแหลมเล็ก ๆ เข้าสู่ผิวหนัง

เพื่อให้เกิดสีผิวบนผิวหนังนั้น เพื่อประโยชน์ในแง่ความสวยงาม หรือเพื่อประโยชน์ในแง่การแพทย์ หรือเพื่อความเชื่อทางไสยศาสตร์

การสักเพื่อการแพทย์นั้น ได้มีการนำเม็ดสีต่าง ๆ เข้าสู่ผิวหนังภายใต้สภาวะปลอดจากเชื้อโรคต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปกปิด ทดแทน หรือสร้างเสริมภาวะให้ได้ใกล้เคียงกายวิภาคปกติของมนุษย์ เช่น การสักปานนมในรายที่มีปัญหาสูญเสียเต้านม และได้ทำการผ่าตัดเสริมเต้านมใหม่

ส่วนการสักเพื่อความสวยงาม หรือเพื่อความเชื่อทางไสยศาสตร์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 พวก

พวกมืออาชีพ ซึ่งฝึกมาโดยตรง และมีทักษะในการทำโดยพวกนี้มีรอยสักที่เป็นระเบียบ บอบบาง มีขอบเขตชัดเจน สีเข้ากันได้ดี

พวกมือสมัครเล่น พวกนี้จะมีรอยสักขอบเขตไม่ชัดเจน และรอยสักมักจะหนากว่าปกติ และมีสีแตกต่างกันชัดเจน

การลบรอยสัก : การลบรอยสักมีวิธีการต่างๆ หลายวิธี แต่ละวิธีก็มีข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันไป

การผ่าตัดออก (SURGICAL EXCISION) : เหมาะในรายเป็นรอยสักที่มีขนาดเล็ก หรือเป็นจุด ๆ จะได้มีแผลที่มีขนาดเล็ก แต่ในรายที่มีรอยสักขนาดใหญ่ อาจจะใช้ตัวขยายเนื้อ (TISSUE EXPANSION) ช่วยเหลือได้

การกรอผิวด้วย เครื่องกรอผิว (DERMABRASION) : ในรายที่เป็นรอยสักมืออาชีพ การใช้ การกรอผิวอย่างเดียว หรือร่วมกับการใช้เกลือแกงบริสุทธิ์จะช่วยให้ได้ผลดี ซึ่งในรายที่สักตื้น ๆ การกรอผิว มากกว่าสองครั้งสามารถให้ได้ผลดีแผลเป็นน้อย ซึ่งในการทำครั้งที่สอง ควรจะรอประมาณ 3 ถึง 6 เดือน

การลอกด้วยสารเคมี (CHEMICAL PELING) : มักใช้กรดบางชนิด หรือสาร PHENOL ทำให้เกิด เป็นรอยแผลไฟไหม้ขึ้นบริเวณรอยสัก แต่วิธีนี้มักจะมีผลแทรกซ้อนสูง จึงไม่ค่อยใช้กัน

การสักเพิ่มขึ้น (OVERTATTOOING OR RETATTOOING)

การลบด้วยไฟฟ้า (ELECTRIC CAUTERY)

การลบด้วยเครื่องเลเซอร์ (LASER BEAM) : ที่นิยมใช้กันได้แก่ Q-SWITCHEDND-YAG และ Q-SWITCHED RUBY LASER ซึ่งมักจะได้ผลดีในรายที่เป็นสีน้ำเงิน และดำ ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดี และมีผล ข้างเคียงเช่นกัน ได้แก่ ผิวหนังเป็นรอยริ้ว หรือเป็นรอยด่างขาว

ไม่มีวิธีการลบรอยสัก วิธีใดที่ได้ผลดีเลิศร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ดังนั้นควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมเป็นกรณีไป

ข้อมูลจากแผนกศัลยกรรม รพ.ไทยนครินทร์

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร และสาเหตุมาจากไหน

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร และสาเหตุมาจากไหน
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร และสาเหตุมาจากไหน

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร

โรคกรดไหลย้อน เป็นความผิดปกติที่กรดจากกระเพาะอาหารหรือน้ำย่อยจากลำไส้เล็ก ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการแสบยอดอก หรือมีเรอเปรี้ยวร่วมด้วย ในบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนมีกรดหรือน้ำย่อยรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือที่ปาก ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลในหลอดอาหาร หลอดอาหารส่วนปลายตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

· การที่กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัว โดยไม่สัมพันธ์กับการกลืน ทำให้กรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารสามารถ ไหลย้อนกลับขึ้นไปสู่บริเวณหลอดอาหารได้

· กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมีความดันลดลงกว่าคนปกติ หรือเกิดมีการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น

· เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารเอง

· อาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องด้วย

อาการของโรคกรดไหลย้อน

ในปัจจุบันแบ่งอาการกรดไหลย้อนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. อาการที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร

แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ ลามมาที่บริเวณหน้าอกหรือคอ มักเป็นมากขึ้นหลังทานอาหารมื้อหนัก อาการสำคัญอีกแบบหนึ่งคือเรอเปรี้ยว ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนจากคอขึ้นมาในปาก ผู้ป่วยอาจมีอาการใดอาการหนึ่งหรือทั้ง 2 อาการ อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือกลืนลำบาก

2. อาการนอกหลอดอาหาร แบ่งได้เป็นอาการตามระบบต่างๆ ดังนี้

2.1 อาการคล้ายโรคหัวใจ ผู้ป่วยจะเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรงแบบเดียวกับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด กรณีนี้ผู้ป่วยควรได้รับการ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างละเอียดก่อน หากไม่พบความผิดปกติจึงค่อยตรวจหากรดไหลย้อน

2.2 อาการทางปอด อาจมีหอบหืด ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบเรื้อรัง นอนกรน หรือหยุดหายใจขณะนอนหลับ

2.3 อาการทางหู คอ จมูก เช่น จุกแน่นในคอคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณลำคอ เจ็บคอเรื้อรัง เสมหะ ฟันผุ มีกลิ่นปากโดยหา สาเหตุไม่ได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน

· หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง

· ระวังไม่ให้น้ำหนักตัวมากเกินไป

· ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง

· ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นในปริมาณมาก และไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทาน ควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

· นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูง

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทางเดินอาหาร รพ.ไทยนครินทร์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และอาการของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และอาการของโรคแผลในกระเพาะอาหาร
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร 

สาเหตุการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดจาก กรดและน้ำย่อยที่สร้างมาในกระเพาะอาหารเกิดการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้ผิวกระเพาะอาหารบวม อักเสบ หรือเกิดแผลขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น ยาแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้อ ความเครียด อาหารรสจัด บุหรี่ สุรา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดการอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้นในที่สุด

อาการของผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร

· ปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรือช่องท้องส่วนบน ในช่วงท้องว่าง เป็นๆ หายๆ เรื้อรังนานเป็นปี แต่จะมีช่วงเว้นที่ปลอด อาการ เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ และหายไปหลายๆ เดือนจึงกลับมาปวดอีกครั้ง

· ปวดมากหลังทานอาหาร โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด บางรายมีอาการปวดแน่นท้องกลางดึก หลังจากนอนหลับไปแล้ว จนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก

· รู้สึกไม่สบายในท้อง แน่นท้อง บริเวณกลางท้องรอบสะดือ โดยมากมักมีท้องอืดร่วมด้วย หลังทานอาหารจะมีลมในท้อง มาก อาจมีคลื่นไส้อาเจียนหลังอาหารแต่ละมื้อ หรือในช่วงเช้ามืด ทานน้อย อิ่มง่ายกว่าปกติ

หลักการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

· รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

· แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ ในปริมาณน้อย ไม่ควรรับประทานจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ

· หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารมัน ของหมักดอง น้ำอัดลม ชา กาแฟ

· งดสูบบุหรี่และดื่มสุรา งดการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยาแก้ปวดโรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด ในกรณีที่มีโรคประจำตัวและ จำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินอาหารก่อนทุกครั้ง เพื่อรับยาป้องกันโรคกระเพาะอาหารที่เหมาะสม

· หลีกเลี่ยงความเครียดและความกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

· รับประทานยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์

· หากมีอาการของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปวดท้องรุนแรง ซีด อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ควรปรึกษา แพทย์ระบบทางเดินอาหารทันที

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทางเดินอาหาร รพ.ไทยนครินทร์

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) และการเตรียมตัว

ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) 

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทำได้โดย แพทย์ใช้กล้องพิเศษซึ่งเป็นท่อยาวขนาดเล็กสอดทางทวารหนักผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะสามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่ ในกรณีที่พบความผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือเนื้อผิดปกติต่างๆ แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อนั้นออกมาตรวจได้โดยตรง สำหรับกรณีที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็ง หลังจากการส่องกล้องและตัดออกแล้วจะสามารถหายสนิทโดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ นอกจากนี้ ชิ้นเนื้อที่ผิดปกติควรต้องส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบัน

การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้อง

หนึ่งวันก่อนส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยต้องทานอาหารอ่อน งดผัก ผลไม้ ยาบำรุงเลือด ยาแก้ท้องเสีย ผู้ป่วยจะได้รับยาระบายรับประทานเพื่อทำความสะอาดลำไส้ทั้งหมด ขณะแพทย์ทำการส่องกล้องจะได้เห็นลักษณะพื้นผิวของลำไส้อย่างชัดเจน หลังทานยาระบาย ผู้ป่วยอาจมีถ่ายเหลวได้เฉลี่ย 6-8 ครั้ง หากถ่ายมากเกินไปและมีอาการอ่อนเพลียสามารถดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนได้ แต่ในบางรายที่ถ่ายท้องมากเกินไปและเพลียมากอาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพื่อลดอาการอ่อนเพลีย

ก่อนทำการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานอนหลับและยาลดอาการปวด เพื่อลดความรู้สึกตึงแน่นในท้องจากการเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ลำไส้ขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่พองตัว แพทย์จะได้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างละเอียด ใช้ระยะเวลาในการทำโดยเฉลี่ย 15-30 นาที

ความรู้สึกหลังส่องกล้อง

เมื่อประสิทธิภาพของยานอนหลับหมดลง ผู้ป่วยจะค่อยๆ รู้สึกตัว อาจรู้สึกเวียนหัว ตาลาย หรือหน้ามืด ผู้ป่วยควรนอนพักผ่อนให้สบายจนรู้สึกตัวดี ในกรณีที่ต้องการลุกขึ้นหรือเปลี่ยนท่าทาง ควรเปลี่ยนอย่างช้าๆ เป็นขั้นตอน จากนอนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน และจากยืนเป็นเดิน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสู่สมดุล

ในช่วงระยะ 2-3 ชั่วโมงแรกหลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรับประทานอาหาร กลับบ้าน หรือปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ โดยอาจยังรู้สึกแน่นท้อง มีลมในท้อง เป็นผลจากลมที่ขยายลำไส้ระหว่างการส่องกล้อง ซึ่งสามารถระบายออกได้เองตามธรรมชาติด้วยการเรอหรือผายลม จัดเป็นภาวะปกติหลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยไม่ควรกลั้นลมไว้ เพราะอาจทำให้ท้องอืดหรือปวดเกร็งท้อง ในกรณีที่มีอาการมากอาจทานยาขับลมร่วมด้วยได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้ขึ้นสูงหลังการส่องกล้องควรกลับมาพบแพทย์ทันที

การดูแลตนเองหลังการส่องกล้อง

· อาหารมื้อแรกหลังการส่องกล้องควรเลือกเป็นอาหารอ่อนในปริมาณไม่มาก เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
· หลังทานอาหารควรลุกขึ้นเดินช้าๆ ประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดีขึ้น
· ในกรณีที่ได้รับการตัดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น แต่ควรหลีก เลี่ยงการยกของหนัก การเบ่งถ่าย หรือการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งหน้าท้องในช่วงสัปดาห์แรก

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทางเดินอาหาร รพ.ไทยนครินทร์

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ผู้ป่วยโรคไต ควรทานอาหารอะไรดีที่เป็นประโยชน์ มาดูกัน

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ไต เป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง ยาว 12 เซนติเมตร หนัก 120-150 กรัม อยู่ด้านหลังของกระดูก

สันหลังบริเวณบั้นเอว ไตมีความสำคัญต่อร่างกายมาก โดยมีหน้าที่ดังนี้
ขับถ่ายของเสีย สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ดูดซึมสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคืนเข้าสู่กระแสเลือด
รักษาความเป็นกรด ด่าง เกลือ และน้ำ ให้อยู่ในสภาวะสมดุลย์

ไตสร้างสารอีรีโธปัวอีติน (ERYTHROPOIETIN) ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง ไตช่วยเปลี่ยนวิตะมินดีให้มีประสิทธิภาพในร่างกาย อาหารบำบัดผู้ป่วยโรคไตมีความสำคัญมากเพราะหาก ผู้ป่วยสามารถปฎิบัติเรื่อ งอาหารได้ถูกต้องก็จะช่วยให้การรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพ หรือการไปล้างไต ก็ไม่ต้องไปบ่อยนัก โรคไตเป็นโรคที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ผู้ป่วยควรจะรับประทานอาหารที่มีปริมาณสาร อาหารมากน้อยเท่าใดนั้น แพทย์เท่านั้นจะต้องเป็นผู้กำหนด ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนอาหารตามสภาวะ และความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ

สารอาหารที่ต้องควบคุมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มี 4 ตัวดังนี้

1. โปรตีน ได้แก่ อาหารพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ในคนปกติควรได้โปรตีน โดยเฉลี่ย 45-70 กรัม/วัน ต้องจำกัด เมื่อผู้ป่วยมีสารยูเรียคั่งในเลือด อาจต้องลดโปรตีนลงเหลือวันละ 20-40 กรัม ฉะนั้นโปรตีนจึงควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ซึ่งได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ชีส (เนยแข็ง)

ปริมาณอาหารต่อไปนี้ แต่ละอย่างจะมีโปรตีน 7 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- นมสด 200 ซีซี. ( 1 ถ้วยตวงเท่ากับ 240 ซีซี)
- เนื้อสัตว์ต่าง ๆ 30 กรัม- เต้าหู้เหลือง, แข็ง 1/2 ชิ้น (60 กรัม)
- เต้าหู้ขาว 1/2 ชิ้น (100 กรัม)
- เต้าฮวย 200 กรัม
- ถั่วเมล็ดแห้ง 1/2 ถ้วยตวง

เช่น ต้องจำกัดโปรตีนวันละ 21 กรัม ผู้ป่วยก็สามารถรับประทานไข่ 1 ฟอง เนื้อปลา 30 กรัม และนมสด 1 แก้ว ก็จะได้โปรตีน 21-22 กรัมในหนึ่งวัน หรือจะแบ่งอย่างไรก็ได้เมื่อรวมแล้วขอให้ ได้โปรตีน 21 กรัม และแบ่งรับประทาน 3 มื้อ ต้องได้มาก เมื่อไตปล่อยไข่ขาว [ALBUMIN] ออกในปัสสาวะมาก แพทย์อาจสั่งให้รับประทานโปรตีนมากถึงวันละ 70 - 120 กรัม

2.โซเดียม มีมากในอาหาร พวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะพวกอาหารทะเล เกลือแกง อาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ไข่เค็ม ผักดองเค็ม ผลไม้ดองเค็ม เต้าเจี้ยว เป็นต้น และยังเป็นส่วนประกอบของผงชูรส ผงฟู ต้องจำกัด เมื่อไตไม่สามารถขับถ่ายโซเดียมได้ตามปกติ จะเกิดอาการตัวบวม ผู้ป่วยต้องงดอาหารพวกหมักดอง เกลือ อาจปรุงแต่งอาหารด้วยมะนาว น้ำตาล พริก เครื่องเทศต่าง ๆ ต้องได้มาก เมื่อไตขับโซเดียมออกทางปัสสาวะมาก จนตัวแห้งลีบ แนะนำให้เติมเกลือแกงในอาหารมาก ๆ

3น้ำ ต้องจำกัด เมื่อไตล้มเหลว ขับถ่ายปัสสาวะได้น้อยมากหรือไม่ได้ มีอาการตัวบวม ความดันโลหิตสูง ปริมาณน้ำที่ได้ต้องจำกัดให้เท่ากับ ปริมาณปัสสาวะใน 24 ชั่วโมงบวก 500 ซีซี ปริมาณนี้จะหมายถึงปริมาณน้ำที่ได้จากอาหารที่รับประทานและจากน้ำดื่มรวมกัน ต้องได้มาก เมื่อไตขับถ่ายโซเดียมออกทางปัสสาวะมาก มีอาการตัวแห้ง นอกจากต้องได้น้ำเพิ่มขึ้นแล้ว (ในคนปกติควรได้น้ำวันละ 8 แก้ว) ยังต้องได้เกลือเพิ่มด้วย

4.โปตัสเซียม มีในอาหารแทบทุกชนิด ต้องจำกัด เมื่อไตล้มเหลว ปัสสาวะไม่ได้ หรือปัสสาวะวันละ 500 ซีซี หรือน้อยกว่าในทางปฎิบัติผู้ป่วยสามารถรับประทานข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ไขมัน ได้ตามต้องการ ควรงด ผลไม้และหลีกเลี่ยง ผักที่มีสีเข้ม ผักที่มีสีอ่อนจะมีโปตัสเซียมน้อยกว่าผักที่มีสีเข้ม ต้องได้มาก เมื่อสูญเสียโปตัสเซียม เช่น เมื่อใช้ยาขับปัสสาวะ

การป้องกันโรคไต

ไตนั้นโดยธรรมชาติก็จะค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามอายุ ถ้าเรารู้จักระวังดูแลชลอการเสื่อมได้ การรับประทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ แต่พอควร และการดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว ก็จะช่วยไตให้ทำงานลดลง โรคไตนั้นบางโรคก็ป้องกันได้ บางโรคก็ป้องกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามวิธีการ

ป้องกันโรคบางชนิด ที่เราจะทำได้ มีดังนี้

หลีกเลี่ยง ยา และสารพิษต่าง ๆ ต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นพิษต่อไต- ยาซัลฟา จะไปตกตะกอนที่ไตได้ ทำให้เกิดไตวายได้- ยาปฏิชีวนะ เช่น เจนตามัยซิน คานามัยซิน- ยาที่เข้าพวกโลหะหนัก พวกเงิน ทอง ปรอท ตะกั่ว สารหนู- ยาลดไข้หรือยาแก้ปวด ถ้ารับประทานเป็นประจำนาน ๆ ไตจะเสื่อมสมรรถภาพจนเป็นไตวายได้- เฮโรอีน ยากันชัก พิษงู พิษเห็ดเมา ทำให้ไตวายได้

การกลั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือการสวนปัสสาวะ จึงทำให้เชื้อเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และเกิดการอักเสบได้

เมื่อเป็นหวัด เจ็บคอ หรือเกิดอักเสบที่ผิวหนัง ควรรีบรักษาให้หาย เพราะจะเกิดปฏิกิริยาที่ไตได้ทำให้เกิดโรคไตบางชนิดได้

โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงจากสาเหตุต่าง ๆ ควรรีบรักษาและได้รับการดูแลจากแพทย์ เพราะจะทำให้เกิดโรคไตได้

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ไตเทียมโรงพยาบาลไทยนครินทร์

โรคไตวายเรื้อรัง จากเบาหวาน

โรคไตวายเรื้อรัง จากเบาหวาน

เราไม่ทราบว่าเบาหวานทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ

(กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ) เพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ภาวะ แทรกซ้อนของการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะมักจะมีความรุนแรง ขึ้น เช่น เกิดฝีที่ไต หรือติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ขณะที่การทำงานของไต เสื่อมลง ผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ซ้ำซากที่ยากต่อการรักษา อาการของการติดเชื้อ ได้แก่ ไข้ปัสสาวะแสบขัด เบื่ออาหารหลังจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการบวมเนื่องจากระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะเริ่มมีการทำงานของไตเสื่อม และจะเริ่มมีอาการของไตวาย เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลียง่าย กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ทนหนาวไม่ได้ คันตามตัว ผิวหนังเกิดจ้ำเลือดได้ง่าย คลื่นไส้อาเจียน เลือดออกตามไรฟันหรือทางทวาร ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับหรือนอนหลับ เวลากลางวันแต่ตื่นเวลากลางคืน ถ้าเทียบโรคไตวายในระดับเดียวกัน ผู้ป่วยไตวาย ที่เกิดจากโรคเบาหวานจะมีอาการมากกว่าผู้ป่วยไตวายจากสาเหตุอื่น

การชะลอการดำเนินโรคของโรคไตวาย

1.ควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ

เป็นที่แน่ชัดว่าความดันโลหิตสูงจะเป็นอันตรายต่อไต ตา หัวใจ และ สมอง ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการรักษาความดันโลหิตสูง จนกระทั่งกลับสู่ระดับปกติ

2. ความคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

ผู้ป่วยที่ใช้อินซูลินมักมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและต่ำ แกว่งขึ้นลง การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวดสามารถชะลอการเกิด ผลแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้

3. ลดอาหารโปรตีนลง

ในคนปกติการรับประทานอาหารโปรตีนสูงจะทำให้ไตทำงานมากขึ้น ทำให้หน่วยไตเสื่อมลงเร็ว ดังนั้นการจำกัดอาหารโปรตีนสูงอาจช่วย ให้ผู้ที่เริ่มมีการทำงานของไตเสื่อม เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน มีความเสื่อมของไตช้าลง

ข้อมูลดีๆ จากศูนย์ไตเทียมโรงพยาบาลไทยนครินทร์

มาดูกันว่า ฟันคุดทำไมต้องผ่า และมีวิธีดูแลรักษาฟังอย่างไร

ฟันคุดทำไมต้องผ่า
ฟันคุดทำไมต้องผ่า

ฟันคุด คือ ฟันธรรมชาติของเรานี่แหละแต่มันไม่สามารถโผล่พ้นกระดูกและเหงือกขึ้นมา ในช่องปากได้เต็มซี่ สาเหตุที่มันขึ้นไม่ได้มีอยู่หลายประการเช่น มันถูกกีดกันจากฟันข้างเคียง มีกระดูกหรือเหงือกคลุมฟันคุดอยู่หนาจนไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้ หรือเพราะตัวมันนิสัยไม่ค่อยดี ชอบไปมุดหรืออยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เช่น ขอบล่างของกระดูกขากรรไกรล่าง บางทีไปโผล่อยู่ใต้ กระบอกตา บางทฤษฎีก็ว่าเพราะขนาดของกระดูกขากรรไกรมันเล็กไปทำให้ไม่มีที่พอที่อนุญาต ให้ฟันขึ้นมาครบทั้งสามสิบสองซี่ได้ หรือไม่ก็เป็นฟันเกินซี่ที่สามสิบสาม สามสิบสี่ สามสิบห้า... อย่างไรก็ดีที่เราจะพบฟันคุดเฉพาะฟันที่เป็นฟันแท้เท่านั้น

ฟันคุดที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นฟันคุดของฟันกรามล่างซี่สุดท้าย รองลงมาคือฟันกรามบน ซี่สุดท้าย อีกตำแหน่งที่มักจะพบได้แก่ฟันเขี้ยว นอกจากนั้นฟันเกินก็ยังพบว่าเป็นฟันคุดที่อาจพบ ได้ในเกือบทุกตำแหน่งของกระดูกขากรรไกร บางคนก็ไม่มีฟันคุดหรือมีเฉพาะฟันบนหรือฟันล่าง บ้างก็มีข้างขวา ข้างซ้ายไม่มี เหล่านี้ต้องโทษเรื่องของกรรมพันธุ์ อย่างไรก็ดีฟันกรามซี่สุดท้าย ที่ขึ้นมาได้เต็มซี่สามารถใช้งานได้ ไม่สามารถสร้างปัญหาใดตลอดจนสามารถทำความสะอาดได้ดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาออก

ช่วงอายุที่พบฟันคุดได้บ่อยคือช่วงอายุประมาณ 17-25 ปี ความจริงหลายคนมีฟันคุดตั้งแต่อยู่ในช่วงฟันผสมคือมีทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ แต่มีฟันแท้บางซี่ที่เป็นฟันคุดเกินอยู่ หนุ่มสาวบางคนมีฟันคุดของฟันกรามซี่สุดท้ายตั้งแต่อายุประมาณ 17 ปีแต่ทั้งหมดนี้ไม่เคยปรากฏอาการ ก็เป็นเรื่องแปลกที่หลายคนมีชีวิตอยู่กับฟันคุดไปจนแก่เฒ่าโดยไม่เคยสร้างปัญหาให้เจ้าของเลย แต่ก็มีกลุ่มชนผู้โชคไม่ช่วยอีกไม่น้อยที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาของฟันคุด

ทำไมต้องผ่าฟันคุด....นี่เป็นปัญหาที่ผู้ป่วยสงสัยมากที่สุด ก็อยู่ดีไม่ว่าต้องมาเจ็บตัวแถมเสียสตางค์อีกต่างหาก โดยธรรมชาติของฟันทุกซี่จะพยายามผลักดันตัวมันเองขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในช่องปากโดยมีถุงเนื้อที่หุ้มบริเวณหัวฟันเป็นตัวช่วยออกแรง เมื่อสามารถโผล่ขึ้นมาได้ เจ้าถุงนี้ก็จะสลายตัวหมดภาระหน้าที่ไป แต่ถ้ามันขึ้นไม่ได้ด้วยสาเหตุใดก็ตามความพยายามผลักดันตัวมันยังคงอยู่ แรงดันนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดได้ บางครั้งพบว่ากระดูกบริเวณรากฟันซี่ที่ติดกันถูกดันจนละลายตัวไป เนื่องจากฟันคุดบางซี่โผล่ขึ้นมาในช่องปากได้บางส่วนที่เหลืออยู่ใน กระดูกบ้าง ถูกเหงือกคลุมบ้างดังนั้นเศษอาหารและแบคทีเรียชอบที่จะไปซ่อนตัวอยู่บริเวณใต้เหงือกที่คลุมหัวฟันคุดอยู่ซึ่งเป็นที่ที่ทำความสะอาดได้ไม่ถึง จึงมักเกิดการอักเสบ ติดเชื้อที่บริเวณนั้นหรืออาจลุกลามต่อไปยังบริเวณข้างเคียงและใบหน้าได้ ปัญหาฟันข้างเคียงผุก็พบได้บ่อยอันเนื่องมาจากการที่ไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณนั้นได้เพียงพอประกอบกับการมีเศษอาหารติดแน่นในที่นั้นได้ง่าย การกลายไปเป็นถุงน้ำหรือเนื้องอกขนาดเล็กหรือใหญ่โตก็พบได้เนื่องจากการเจริญที่ผิดปกติของถุงหุ้มฟันและเนื้อเยื่อของฟันคุดที่เหลืออยู่ นอกจากนั้นฟันคุดยังจะทำให้สถานการณ์แย่ลงในกรณีเกิดการหักบริเวณมุมกระดูกขากรรไกรที่รอยหักมักจะผ่านฟันคุดพอดิบพอดีเนื่องจากกระดูกบริเวณนั้นบางกว่าที่อื่น

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญ ในผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อน ไม่ควรอดนอนในวันก่อนผ่าตัด อย่าอดอาหาร ให้ทานอาหารมาก่อนพออิ่ม ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด งดสูบบุหรี่ แปรงฟันและทำความสะอาดช่องปากมาก่อน ในเด็กหรือผู้สูงอายุควรมีคนมาเป็นเพื่อนด้วย การผ่าฟันคุดไม่ใช่เรื่องใหญ่และทำง่ายที่ โรงพยาบาล คลินิคทันตกรรม ภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ ซึ่งทำได้ทีละซี่หรือหลายซี่ในครั้งเดียวขึ้นกับความยากง่าย และความพร้อมของผู้ป่วย ในกรณีที่ทำยากเช่นฟันคุดอยู่ในบริเวณที่ลึกและไกลมาก หรือในผู้ป่วยที่กลัวและไม่ให้ความร่วมมืออาจพิจารณาทำภายใต้การดมยาสลบ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป การผ่าฟันคุดแต่ละซี่ใช้เวลาประมาณ 10 –30 นาที ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความร่วมมือของผู้ป่วย ฟันคู่สบมักสร้างปัญหาให้เกิดการอักเสบมากขึ้นเพราะคอยกัดกระแทกบริเวณแผลอยู่ตลอด บ่อยครั้งที่ทันตแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันคู่สบออกไปพร้อมกันเพื่อการหายที่ดีของแผลผ่าตัดซี่ตรงข้าม

การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัดที่ถูกต้องจะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนลงได้มาก ผู้ป่วยต้องกัดผ้าก๊อซแน่น ๆ นิ่ง ๆ ไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้เลือดหยุดไหล ระหว่างนั้นให้กลืนเลือดและน้ำลายที่ซึมออกมาทั้งหมด อย่าอมไว้เพราะจะทำให้คลื่นไส้ หลังจากคลายผ้าก๊อซอาจมีเลือดหรือน้ำลายซึมออกมาให้พยายามกลืน ห้ามบ้วนเพราะยิ่งบ้วนเลือดจะยิ่งออก ถ้าเลือดออกมากให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดวางบนแผลแล้วกัดไว้การใช้น้ำแข็งประคบบริเวณแก้มใน 24 ชั่วโมงแรกจะช่วยลดอาการบวมที่จะเกิดได้ แต่ไม่ควรอมน้ำแข็งเพราะจะทำให้ เลือดไม่หยุดไหล การทำความสะอาดช่องปากเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการหายที่ดีของแผล อาการปวดและบวมจะปรากฏอยู่ 3-4 วัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการผ่าตัด และสุขภาพตลอดจนการดูแลที่ดีของผู้ป่วย

ปัญหาแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดที่พบบ่อยคืออาการปวดและบวม อาการปวดทุเลาลงได้ด้วยการกินยาระงับปวดทุก 4 ชั่วโมงใน 2 วันแรก วันต่อไปกินเมื่อปวด อาการบวมเกิดจากการอักเสบและมีเลือดดี่งในแผลและเนื้อเยื่อ ซึ่งโดยทั่วไปจะยุบลงใน 3-4 วัน ในกรณีที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อทันตแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะกินประมาณ 5 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการอ้าปากได้น้อย มีเลือดซึมอยู่หลายวัน ปัญหาการติดเชื้อหลังการผ่าตัดพบได้เนื่องจากการดูแลแผลในปากอาจทำได้ลำบาก บางครั้งมีเศษอาหารตกลงไปในแผลทำให้เกิดการหมักหมมและติดเชื้อตามมา ผู้ป่วยบางรายที่ฟันคุดอยู่ในตำแหน่งที่ลึกและใกล้เส้นประสาทในกระดูกขากรรไกรล่างอาจมีอาการชาบริเวณริมฝีปากเนื่องจากเส้นประสาทดังกล่าวได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาแทรกซ้อนเหล้านี้สามารถถามได้จากทันตแพทย์

ฟันคุดเป็นเรื่องที่ป้องกันและรักษาได้โดยจะมีปัญหาแทรกซ้อนน้อยที่สุดถ้าผู้ป่วยมาพบทันตแพทย์ในเวลาที่เหมาะสม การสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากทันตแพทย์ ความร่วมมือและความพร้อมของผู้ป่วยตลอดจนการให้การรักษาที่เหมาะสมจะทำให้ทั้งผู้ป่วยและทันตแพทย์มีความสุข

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลไทยนครินทร์

มาดูวิธีป้องกันฟันผุในเด็ก ที่คุณแม่สามารถช่วยแนะนำได้

มาดูวิธีป้องกันฟันผุในเด็ก ที่คุณแม่สามารถช่วยแนะนำได้

อย่างแรก ก็คือการดูแลทำความสะอาดปากและฟัน เราอาจจะเริ่มทำความสะอาดช่องปากของเด็กได้ ตั้งแต่ในช่วง 2-3 วันหลังแรกเกิด ได้เลย โดยหลังจากการให้นมเด็กแล้วควรจะใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาด ชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดคราบนมและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะติดสันเหงือกของเด็ก วิธีนี้จะช่วยให้เด็กมีความคุ้นเคย กับการทำความสะอาดในปาก และไม่ต่อต้านในภายหลัง เมื่อฟันเริ่มขึ้นซึ่งมักจะเป็นช่วงอายุประมาณ 6 เดือน โดยจะมีฟันหน้าขึ้นมาก่อน เราควรจะเริ่มทำความสะอาดฟันที่ขึ้นมาด้วยแปรงสีฟัน โดยควรจะเลือก แปรงที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ เพราะจะมีขนาดเล็ก ขนแปรงอ่อนนุ่ม ผู้ปกครองควรแปรงทำ ความสะอาดฟันให้เด็กจนถึงอายุประมาณ 8 ปี เพราะเด็กที่เล็กกว่า 8 ปีมักแปรงฟันทำความสะอาดได้ ไม่ดีพอ แต่เราอาจเริ่มสอนเด็กให้แปรงฟันตั้งแต่อายุ 3 - 4 ปี โดยให้เด็กแปรงและผู้ปกครองตรวจเช็ค และแปรงซ้ำให้อีกครั้ง นอกจากการแปรงฟันทำความสะอาดแล้ว ควรมีการควบคุมอาหารที่รับประทานด้วย อาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบสามารถที่จะทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย เช่นเดียวกันกับอาหารพวกแป้ง หรือขนมขบเคี้ยว หรืออาหารที่มีลักษณะเหนียวติดฟันง่าย ยิ่งรับประทานอาหารพวกนี้บ่อยเท่าไร โอกาสที่จะเกิดฟันผุก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากตำแหน่งที่เกิดฟันผุมักเกิดที่บริเวณหลุมร่องฟัน ของฟันกรามหรือฟันหลัง ในปัจจุบันเรามีวัสดุที่สามารถทำการเคลือบผิวที่เป็นหลุมนี้ให้เรียบ ซึ่งจะเป็นการป้องกันการเกาะตัวของอาหาร น้ำตาล และแบคทีเรียที่บริเวณที่เคยเป็นหลุมร่องฟัน และเกิดฟันผุได้ง่าย เนื่องจากบริเวณหลุมร่องฟันเป็นบริเวณที่ยากแก่การทำความสะอาดได้ทั่วถึง แม้ว่าขนแปรงสีฟันที่มีขนาดเล็ก ก็ยังไม่สามารถทำความสะอาดได้ทั่ว หลังจากที่ได้รับการเคลือบ หลุมร่องฟันแล้ว บริเวณนี้จะมีลักษณะเรียบ การทำความสะอาดจะทำได้ง่ายขึ้น โอกาสที่จะเกิดฟันผุ ก็ลดลงมาก

นอกจากการทำเคลือบหลุมร่องฟันแล้ว การใช้ฟลูออไรด์อย่างเหมาะสมก็เป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันฟันผุ การใช้ฟลูออไรด์อาจมีทั้งแบบฟลูออไรด์เสริมสำหรับรับประทาน ซึ่งในกรณีนี้ควรให้ ทันตแพทย์หรือกุมารแพทย์เป็นผู้สั่งจ่าย และแนะนำให้เนื่องจากในเด็กแต่ละคนและแต่ละช่วงอายุ ควรได้รับในขนาดที่แตกต่างกัน ฟลูออไรด์อีกชนิดหนึ่งคือการเคลือบฟลูออไรด์ ซึ่งจะให้ผลโดยตรงต่อฟัน ที่ขึ้นมาในช่องปากแล้ว วิธีนี้ทันตแพทย์จะเป็นผู้ทำให้ โดยทั่วไปเรามักจะเคลือบฟลูออไรด์ให้เด็กทุก 6 เดือนซึ่งเป็นระยะที่เด็กมารับการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ส่วนฟลูออไรด์ชนิดที่เรารู้จักคุ้นเคยกันอยู่ แล้วก็ได้แก่ฟลูออไรด์ที่อยู่ในยาสีฟัน แต่การใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ในเด็ก ควรมีข้อควรระวังด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีการกลืนยาสีฟันลงไป ซึ่งอาจทำให้ได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปอย่างไม่เหมาะสม ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ยังไม่ควรใช้ยาสีฟัน เพราะเด็กยังบ้วนน้ำกลั้วปากไม่ได้ โอกาสที่จะกลืน ยาสีฟันมีมาก ในเด็กอายุ 3-6 ปี ควรเริ่มใช้ยาสีฟันในปริมาณน้อย ๆ เช่น ประมาณเม็ดถั่วเขียว ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการได้รับฟลูออไรด์เกินได้ในกรณีที่เด็กกลืนยาสีฟัน

จากที่กล่าวมาถึงวิธีที่ช่วยป้องกันฟันผุซึ่งได้แก่ การดูแลทำความสะอาดฟัน การควบคุมอาหาร การทำเคลือบหลุมร่องฟัน และการใช้ฟลูออไรด์แล้ว เราควรพาเด็กมาพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยทุก 6 เดือน ในบางครั้งฟันผุหรือความผิดปกติในช่องปากและฟันช่วงแรก ๆ จะไม่มีอาการ

แต่อย่างใด ผู้ปกครองเองอาจไม่ทราบว่า เด็กมีฟันผุแล้ว การมาพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พบสิ่งผิดปกติในระยะแรกซึ่งง่ายต่อการแก้ไข ถ้าปล่อยให้นานขึ้นการรักษาย่อมมีความยากและซับซ้อนขึ้นตามกันไป เด็กอาจมารับการตรวจสุขภาพฟันครั้งแรกได้ หลังจากฟันซี่แรกขึ้นถึง 1 ขวบปีแรก และควรมาเป็นระยะ ๆ ตามที่ทันตแพทย์แนะนำหลังจากนั้น

สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดฟันผุในเด็กเล็กมากก็ได้แก่ การใช้ขวดนมโดยเฉพาะเวลากลางคืน ขณะเด็กหลับ เพราะคราบนมที่ค้างอยู่ตลอดทั้งคืนร่วมกับแบคทีเรียในช่องปากจะทำให้เกิดฟันผุได้ ลักษณะฟันผุประเภทนี้จะพบฟันผุมาก โดยเฉพาะฟันหน้าบน เราไม่ควรให้ขวดนมคาปากของเด็กเวลากลางคืน ก่อนนอนควรทำความสะอาดช่องปากและฟันให้เด็ก ถ้าเด็กติดขวดนมมากอาจเปลี่ยนเป็นขวดที่มีเฉพาะน้ำธรรมดา โดยทั่วไปควรฝึกให้เด็กเริ่มดื่มนมจากแก้ว และควรจะเลิกการใช้ขวดนมไปในช่วง 1 ขวบ ถึง 1 ขวบครึ่ง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดฟันผุชนิดนี้ได้

เมื่อใดก็ตามที่เด็กเริ่มมีฟันผุขึ้นมาแล้ว ซึ่งอาจจะตรวจพบโดยทันตแพทย์หรือผู้ปกครองสังเกตเห็นแล้วพามาพบทันตแพทย์ ฟันที่ผุนั้นควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อมิให้มีความผิดปกติมากขึ้น หรือทำให้เกิดปัญหาตามมาเช่นการปวดฟัน ในกรณีที่เป็นฟันผุระยะเริ่มแรก การรักษาก็อาจจะเป็นการอุดฟัน ซึ่งก็จะมีวัสดุและวิธีการหลาย ๆ แบบแล้วแต่กรณีไป แต่ถ้าการผุได้ลุกลามไปมากแล้วและอาจมีส่วนถึงโพรงประสาทฟัน การรักษาคงต้องทำการรักษาประสาทฟันด้วย การอุดฟันแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และอาจมีอาการปวดฟันและเกิดเนื้อเยื่อบริเวณรอบรากฟันอักเสบรุนแรง ตามมา ในกรณีที่ฟันซี่นั้นมีการผุหลาย ๆ ด้าน ก็อาจจะต้องรักษาด้วยการครอบฟัน การครอบฟันน้ำนมที่ผุหลายด้านนั้น จะมีความคงทนกว่าการอุดฟันหลาย ๆ ด้าน และสามารถที่จะทำให้เสร็จได้ภายในครั้งเดียว ซึ่งจะแตกต่างจากการครอบฟัน ในผู้ใหญ่ ถ้าฟันที่ผุมีการติดเชื้อซึ่งทำให้ปลายรากฟันอักเสบ มีการละลายตัวของกระดูกหุ้มรากฟันมาก อาจต้องพิจารณาถอนฟันซี่นี้ออก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อลงสู่ฟันถาวรข้างใต้ได้ หลังจากถอนฟันแล้วโดยเฉพาะ บริเวณฟันหลัง อาจต้องพิจารณาใส่เครื่องมือกันฟันด้านหลังล้มเข้ามาสู่บริเวณที่ถอนฟันไปแล้ว เครื่องมือชนิดนี้จะมีขนาดเล็ก ๆ ใส่ยึดกับฟันที่อยู่ติดกับบริเวณที่ถอนฟันไปโดยจะใส่ไว้จนฟันถาวรซี่ที่อยู่บริเวณนั้นขึ้นมาจึงถอดออก ทั้งนี้ทั้งนั้นการรักษาจะเป็นชนิดไหนก็ตามก็คงต้องขึ้นอยู่กับลักษณะแต่ละรายไป ซึ่งทันตแพทย์จะให้คำปรึกษาและอธิบาย ถึงวิธีการรักษาแต่ละชนิดได้ดีที่สุด

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลไทยนครินทร์

ป้ายกำกับ

รวมบทความสุขภาพ เกร็ดความรู้และเคล็ดลับสุขภาพ ข้อมูลโดยแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ

Recent Posts

Categories

Text Widget

health and care 2day รวมบทความสุขภาพ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ เพื่อคนรักสุขภาพอย่างคุณ

Blog Archive