แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคทางเดินอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคทางเดินอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร และสาเหตุมาจากไหน

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร และสาเหตุมาจากไหน
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร และสาเหตุมาจากไหน

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร

โรคกรดไหลย้อน เป็นความผิดปกติที่กรดจากกระเพาะอาหารหรือน้ำย่อยจากลำไส้เล็ก ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการแสบยอดอก หรือมีเรอเปรี้ยวร่วมด้วย ในบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนมีกรดหรือน้ำย่อยรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือที่ปาก ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลในหลอดอาหาร หลอดอาหารส่วนปลายตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

· การที่กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัว โดยไม่สัมพันธ์กับการกลืน ทำให้กรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารสามารถ ไหลย้อนกลับขึ้นไปสู่บริเวณหลอดอาหารได้

· กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมีความดันลดลงกว่าคนปกติ หรือเกิดมีการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น

· เกิดจากความผิดปกติในการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารเอง

· อาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องด้วย

อาการของโรคกรดไหลย้อน

ในปัจจุบันแบ่งอาการกรดไหลย้อนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. อาการที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร

แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ ลามมาที่บริเวณหน้าอกหรือคอ มักเป็นมากขึ้นหลังทานอาหารมื้อหนัก อาการสำคัญอีกแบบหนึ่งคือเรอเปรี้ยว ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนจากคอขึ้นมาในปาก ผู้ป่วยอาจมีอาการใดอาการหนึ่งหรือทั้ง 2 อาการ อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือกลืนลำบาก

2. อาการนอกหลอดอาหาร แบ่งได้เป็นอาการตามระบบต่างๆ ดังนี้

2.1 อาการคล้ายโรคหัวใจ ผู้ป่วยจะเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรงแบบเดียวกับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด กรณีนี้ผู้ป่วยควรได้รับการ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างละเอียดก่อน หากไม่พบความผิดปกติจึงค่อยตรวจหากรดไหลย้อน

2.2 อาการทางปอด อาจมีหอบหืด ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบเรื้อรัง นอนกรน หรือหยุดหายใจขณะนอนหลับ

2.3 อาการทางหู คอ จมูก เช่น จุกแน่นในคอคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณลำคอ เจ็บคอเรื้อรัง เสมหะ ฟันผุ มีกลิ่นปากโดยหา สาเหตุไม่ได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน

· หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด อาหารไขมันสูง

· ระวังไม่ให้น้ำหนักตัวมากเกินไป

· ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง

· ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นในปริมาณมาก และไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทาน ควรเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

· นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูง

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทางเดินอาหาร รพ.ไทยนครินทร์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และอาการของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และอาการของโรคแผลในกระเพาะอาหาร
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร 

สาเหตุการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

โรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดจาก กรดและน้ำย่อยที่สร้างมาในกระเพาะอาหารเกิดการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้ผิวกระเพาะอาหารบวม อักเสบ หรือเกิดแผลขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น ยาแอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้อ ความเครียด อาหารรสจัด บุหรี่ สุรา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดการอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้นในที่สุด

อาการของผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร

· ปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรือช่องท้องส่วนบน ในช่วงท้องว่าง เป็นๆ หายๆ เรื้อรังนานเป็นปี แต่จะมีช่วงเว้นที่ปลอด อาการ เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ และหายไปหลายๆ เดือนจึงกลับมาปวดอีกครั้ง

· ปวดมากหลังทานอาหาร โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด บางรายมีอาการปวดแน่นท้องกลางดึก หลังจากนอนหลับไปแล้ว จนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก

· รู้สึกไม่สบายในท้อง แน่นท้อง บริเวณกลางท้องรอบสะดือ โดยมากมักมีท้องอืดร่วมด้วย หลังทานอาหารจะมีลมในท้อง มาก อาจมีคลื่นไส้อาเจียนหลังอาหารแต่ละมื้อ หรือในช่วงเช้ามืด ทานน้อย อิ่มง่ายกว่าปกติ

หลักการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

· รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

· แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ ในปริมาณน้อย ไม่ควรรับประทานจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ

· หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารมัน ของหมักดอง น้ำอัดลม ชา กาแฟ

· งดสูบบุหรี่และดื่มสุรา งดการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยาแก้ปวดโรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด ในกรณีที่มีโรคประจำตัวและ จำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินอาหารก่อนทุกครั้ง เพื่อรับยาป้องกันโรคกระเพาะอาหารที่เหมาะสม

· หลีกเลี่ยงความเครียดและความกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ

· รับประทานยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์

· หากมีอาการของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปวดท้องรุนแรง ซีด อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ควรปรึกษา แพทย์ระบบทางเดินอาหารทันที

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทางเดินอาหาร รพ.ไทยนครินทร์

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) และการเตรียมตัว

ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) 

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทำได้โดย แพทย์ใช้กล้องพิเศษซึ่งเป็นท่อยาวขนาดเล็กสอดทางทวารหนักผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะสามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่ ในกรณีที่พบความผิดปกติ เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือเนื้อผิดปกติต่างๆ แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อนั้นออกมาตรวจได้โดยตรง สำหรับกรณีที่มีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกที่เป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็ง หลังจากการส่องกล้องและตัดออกแล้วจะสามารถหายสนิทโดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ นอกจากนี้ ชิ้นเนื้อที่ผิดปกติควรต้องส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบัน

การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้อง

หนึ่งวันก่อนส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยต้องทานอาหารอ่อน งดผัก ผลไม้ ยาบำรุงเลือด ยาแก้ท้องเสีย ผู้ป่วยจะได้รับยาระบายรับประทานเพื่อทำความสะอาดลำไส้ทั้งหมด ขณะแพทย์ทำการส่องกล้องจะได้เห็นลักษณะพื้นผิวของลำไส้อย่างชัดเจน หลังทานยาระบาย ผู้ป่วยอาจมีถ่ายเหลวได้เฉลี่ย 6-8 ครั้ง หากถ่ายมากเกินไปและมีอาการอ่อนเพลียสามารถดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนได้ แต่ในบางรายที่ถ่ายท้องมากเกินไปและเพลียมากอาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพื่อลดอาการอ่อนเพลีย

ก่อนทำการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานอนหลับและยาลดอาการปวด เพื่อลดความรู้สึกตึงแน่นในท้องจากการเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ลำไส้ขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่พองตัว แพทย์จะได้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างละเอียด ใช้ระยะเวลาในการทำโดยเฉลี่ย 15-30 นาที

ความรู้สึกหลังส่องกล้อง

เมื่อประสิทธิภาพของยานอนหลับหมดลง ผู้ป่วยจะค่อยๆ รู้สึกตัว อาจรู้สึกเวียนหัว ตาลาย หรือหน้ามืด ผู้ป่วยควรนอนพักผ่อนให้สบายจนรู้สึกตัวดี ในกรณีที่ต้องการลุกขึ้นหรือเปลี่ยนท่าทาง ควรเปลี่ยนอย่างช้าๆ เป็นขั้นตอน จากนอนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน และจากยืนเป็นเดิน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสู่สมดุล

ในช่วงระยะ 2-3 ชั่วโมงแรกหลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรับประทานอาหาร กลับบ้าน หรือปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ โดยอาจยังรู้สึกแน่นท้อง มีลมในท้อง เป็นผลจากลมที่ขยายลำไส้ระหว่างการส่องกล้อง ซึ่งสามารถระบายออกได้เองตามธรรมชาติด้วยการเรอหรือผายลม จัดเป็นภาวะปกติหลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยไม่ควรกลั้นลมไว้ เพราะอาจทำให้ท้องอืดหรือปวดเกร็งท้อง ในกรณีที่มีอาการมากอาจทานยาขับลมร่วมด้วยได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้ขึ้นสูงหลังการส่องกล้องควรกลับมาพบแพทย์ทันที

การดูแลตนเองหลังการส่องกล้อง

· อาหารมื้อแรกหลังการส่องกล้องควรเลือกเป็นอาหารอ่อนในปริมาณไม่มาก เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
· หลังทานอาหารควรลุกขึ้นเดินช้าๆ ประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดีขึ้น
· ในกรณีที่ได้รับการตัดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในลำไส้ ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น แต่ควรหลีก เลี่ยงการยกของหนัก การเบ่งถ่าย หรือการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งหน้าท้องในช่วงสัปดาห์แรก

ข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ทางเดินอาหาร รพ.ไทยนครินทร์

ป้ายกำกับ

รวมบทความสุขภาพ เกร็ดความรู้และเคล็ดลับสุขภาพ ข้อมูลโดยแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ

Recent Posts

Categories

Text Widget

health and care 2day รวมบทความสุขภาพ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ เพื่อคนรักสุขภาพอย่างคุณ

Blog Archive