วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับ คุณหนูยิ้มสวย ฟันแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องยาก

เคล็ดลับ คุณหนูยิ้มสวย ฟันแข็งแรง ไม่ใช่เรื่องยาก

การที่เด็ก ๆ จะมีสุขภาพของช่องปากและฟันที่ดี มียิ้มฟันสวยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญที่จะเกิดขึ้นได้เอง แต่เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้ความเอาใจใส่และมีบทบาทสำคัญเป็นอย่าง ยิ่ง ที่จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพฟันที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์ ไปจนถึงอีกหลาย ๆ ปี การดูแลควรจะเริ่มตั้งแต่เด็กยังเป็นทารก และต่อเนื่องไปจนถึงในวัยผู้ใหญ่ ในช่วงที่เด็กยังเล็กมาก ๆ ควรเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะให้การดูแล เมื่อเด็กโตขึ้นเรา ก็ควรที่จะเริ่มแนะนำให้เด็กทำได้เอง ในขณะเดียวกันเราก็ควรมีการตรวจเช็คดูว่าเด็กสามารถทำการดูแลสุขภาพปากและ ฟันตัวเองได้ดีแค่ไหน ควรต้องปรับปรุงจุดไหนบ้าง เราควรปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการดูแลสุขภาพปากและฟันให้เด็กด้วย และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ ต้องไม่ลืมดูแลตัวเอง เพราะเด็ก ๆ จะยึดถือคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม

โรคฟันผุเป็นโรคที่มักจะพบได้บ่อย ๆ ในเด็กที่ขาดการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันที่ถูกต้องและเหมาะสม สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคฟันผุก็ได้แก่ คราบจุลินทรีย์ที่เกาะที่ผิวฟัน อาหารที่มีน้ำตาลและแป้งเป็นส่วนประกอบ และลักษณะของตัวฟันเองที่มีผลทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย เมื่อเรารับประทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาล แบคทีเรียที่อยู่ในคราบจุลินทรีย์บริเวณผิวฟัน จะทำการย่อยอาหารนั้นให้กลายเป็นกรด และกรดนี้เองจะเป็นตัวทำลายผิวเคลือบฟันก่อให้เกิดฟันผุขึ้น บริเวณที่มักจะเกิดฟันผุมักเป็นบริเวณหลุมร่องฟันของฟันกรามและบริเวณที่ฟัน อยู่ชิดติดกัน ซึ่งเป็นบริเวณที่อาหารที่รับประทานและคราบจุลินทรีย์สะสมได้ง่าย นอกเหนือจากโรคฟันผุแล้ว โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ก็สามารถที่จะพบได้ ถึงแม้ว่าโรคปริทันต์มักจะพบในกลุ่มผู้ใหญ่มากกว่า แต่จากการศึกษาวิจัยหลาย ๆ แห่ง บ่งชี้ว่าโรคปริทันต์ที่เกิดในผู้ใหญ่ในหลาย ๆ กรณี มักจะมีสาเหตุจากการขาดการดูแลสุขภาพ ในช่องปากที่ดีในระยะเด็กและระยะวัยรุ่น ลักษณะเริ่มแรกของโรคปริทันต์ได้แก่ เริ่มจะมีเหงือกอักเสบ บวมแดง และมีเลือดออกได้ง่าย ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาและการแนะนำที่ถูกต้องจากทันตแพทย์ โรคปริทันต์จะรุนแรงขึ้น ซึ่งจะมีการทำลายของกระดูกที่หุ้มรากฟัน และสุดท้ายต้องสูญเสียฟันซี่นั้นไป สาเหตุหลักของโรคปริทันต์ ได้แก่ คราบจุลินทรีย์เช่นกัน ดังนั้นการดูแลช่องปากและฟันโดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็น ประจำ ประกอบกับพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการป้องกันที่ดี สำหรับโรคฟันผุและโรคปริทันต์ได้

ข้อมูลดีดีจาก ศูนย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลไทยนครินทร์

มาทำความรู้จักกับการ การครอบฟันนางฟ้า

มาทำความรู้จักกับการ การครอบฟันนางฟ้า

การครอบฟันนางฟ้าเป็นการครอบฟันสำหรับฟันน้ำนม พ่อแม่หลายท่านคงสงสัยว่าฟันน้ำนมต้องครอบฟันด้วยหรือ ไม่ช้าก็ต้องหลุด และมีฟันแท้ขึ้นแทนที่จะต้องรักษาไว้ทำไมให้ยุ่งยาก เมื่อผุก็ละเลยไม่อุดรอปวดก็ถอนออกไม่จำเป็นต้องรักษา หรือบางท่านก็คิดว่าถ้ารักษาฟันน้ำนมดีเกินไป ไม่ยอมหลุดตามธรรมชาติก็จะทำให้ฟันแท้ขึ้นไม่ได้ ความเชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งไม่ถูกต้องจริง ๆ แล้วฟันน้ำนมมีความสำคัญมาก และจะอยู่ในช่องปากเป็นเวลานานหลายปี ฟันน้ำนมจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะขึ้นครบ 20 ซี่เมื่ออายุประมาณ 1 1/2 - 3 ขวบ และเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ ฟันหน้าน้ำนมจะเริ่มทยอยหลุดไปมีฟันแท้ขึ้นแทนที่ แต่สำหรับฟันกรามน้ำนมนั้นจะเริ่มเปลี่ยนเมื่ออายุประมาณ 9 ขวบ และจะเปลี่ยนเป็นฟันแท้ทั้งหมด เมื่ออายุประมาณ 12 ขวบ ดังนั้นจะเห็นว่าฟันกรามน้ำนมอยู่ในช่องปากนานร่วม 10 ปีเลยทีเดียว เราอาจกล่าวโดยสรุปหน้าที่ของฟันน้ำนมมีดังนี้ คือ

1 ใช้บดเคี้ยวอาหาร
2 ฟันหน้าให้ความสวยงาม และช่วยการออกเสียง
3 เป็นตัวรักษาช่องว่างสำหรับฟันแท้ เพื่อให้ฟันแท้มีที่ขึ้นมาได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดการล้มเอียง หรือซ้อน

ดังจะเห็นแล้วว่าฟันน้ำนมมีความสำคัญ การดูแลรักษาฟันน้ำนมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อฟันน้ำนมผุเราควรจะบูรณะไว้ด้วยการอุดฟันสำหรับกรณีผุน้อยไม่ล้มมากนัก แต่ถ้าฟันน้ำนมที่ผุมากๆ หลายด้าน หรือ ผุลึกมากจนทะลุโพรงประสาทฟัน การรักษาจำเป็นต้องรักษารากฟันน้ำนมก่อน แล้วจึงทำครอบฟัน เพื่อป้องกันการแตกหักของฟัน

การทำครอบฟันนั้น สามารถจะทำได้ทั้งฟันหน้า และฟันกรามหลังที่ใช้บดเคี้ยว สำหรับฟันหน้าวัสดุที่ใช้ครอบฟัน อาจจะแยกได้ เป็น 2 ชนิด คือ ครอบฟันแบบสีเหมือนฟัน ซึ่งให้ความสวยงามคล้ายฟันธรรมชาติ อีกชนิดจะเป็นครอบฟันแบบโลหะ สแตนเลสไร้สนิม ซึ่งเป็นสีเงินให้ความแข็งแรงทนทาน ควรที่จะเลือกใช้วัสดุชนิดใดคงต้องดูตามสภาพของฟันที่ผุ และดุลยพินิจของทันตแพทย์

ในกรณีของฟันกรามหลังนั้นวัสดุที่ใช้ครอบจะมีเพียงแบบเดียว คือ ครอบโลหะสแตนเลสไร้สนิม เนื่องจากต้องการความแข็งแรงมากกว่าความสวยงาม เพราะใช้บดเคี้ยวอาหาร การครอบฟันในเด็กนั้นทำได้ง่ายกว่าในการทำครอบฟันของผู้ใหญ่ คือ จะมีครอบฟันสำเร็จรูปมาแล้ว ทันตแพทย์จะกรอแต่งฟัน และปรับแต่งครอบฟันสำเร็จรูปนั้น ให้พอดีกับฟันน้ำนมในแต่ละซี่แล้วสามารถใส่ครอบฟันสำเร็จรูปนั้นให้แก่เด็ก ได้เลยในวันเดียว เนื่องจากครอบฟันที่ใช้เป็นสแตนเลส ดังนั้นจะไม่เป็นสนิม และไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย รูปร่างของครอบฟันจะมีลักษณะเหมือนกับฟันธรรมชาติ เด็กสามารถใช้ฟันเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ และจะใช้งานได้เรื่อยไปจนกว่าจะถึงเวลาหลุดของฟันน้ำนมซี่นั้นๆ เมื่อถึงเวลาหลุดฟันแท้ที่อยู่ด้านใต้ของฟันน้ำนมซี่นั้นจะค่อยๆขึ้น และละลายรากฟันน้ำนม ทำให้ฟันน้ำนมโยก และหลุดออกมาพร้อมกับครอบฟันนั้น

สำหรับการดูแลรักษาฟันที่ครอบก็ทำได้ปกติ มีการแปรงฟัน ทำความสะอาดนั้นเหมือนฟันน้ำนมทั่วๆ ไป เพียงแค่ระวังเรื่องอาหารเหนียวๆ เช่น หมากฝรั่ง ตังเม ฯลฯ ซึ่งอาจจะมีโอกาสทำให้ครอบฟันหลุดออกมาได้ แต่ถ้าครอบฟันหลุด ก็ขอให้คุณพ่อ คุณแม่ เก็บครอบฟันซี่นั้นไว้แล้วนำกลับมาให้ทันตแพทย์ครอบให้ใหม่ได้ค่ะ

ดังนั้นอย่าลังเลเลยค่ะที่จะพาบุตรหลานของท่านมาตรวจ และรักษาสุขภาพฟันน้ำนม เพราะ การดูแลรักษาฟันน้ำนมให้ดี ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพของเด็ก อีกทั้งยังส่งผลในระยะยาวต่อฟันแท้ ให้มีพัฒนาการที่ดี การจัดเรียงตัว ที่ถูกต้องและมีโครงสร้างของใบหน้าที่สวยงาม ต่อไป ถ้าหากปล่อยปละละเลยก็อาจจะทำให้มีปัญหาการซ้อนเกในฟันแท้ ทำให้ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการจัดฟัน เมื่อเด็กโตขึ้นอีกด้วย ลองสำรวจฟันลูกน้อยของคุณดูนะคะว่าต้องรักษาด้วยครอบฟันนางฟ้าบ้างหรือเปล่า

ข้อมูลดีดีจาก ศูนย์ทันตกรรมของโรงพยาบาลไทยนครินทร์

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รู้หรือไม่ว่า EQ สำคัญกว่า IQ

พ.ญ.กมลชนก เหล่าชัยศรี จิตแพทย์ศาสตร์เด็กและวัยรุ่น การรู้สึกโกรธเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การรู้จักแสดงความโกรธ ให้ถูกคน ถูกความรุนแรง ถูกกาลเทศะ และถูกวิธี เป็นเรื่องยาก
รู้หรือไม่ว่า EQ สำคัญกว่า IQ
รู้หรือไม่ว่า EQ สำคัญกว่า IQ

ปัญหาหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาที่พ่อแม่จะพาลูกมาปรึกษา คือ ปัญหาการเรียนพ่อแม่อยากให้ลูกเรียน เก่งพาลูกมาให้ตรวจระดับสติปัญญา หรือ IQ (Intellectual Quotient) ซึ่งเป็นการวัดความสามารถในการจำ การคิดรวบยอดเชิงวิชาการ เมื่อทราบผลแล้ว พ่อแม่หลายคนจะยึดติดกับผลการตรวจ IQ มาก ถ้าผล การตรวจออกมาว่าIQ สูง ก็ดีใจว่าลูกคงจะสบาย ชีวิตประสบความสำเร็จได้ ถ้าตรวจ IQ แล้วผลออกมา ต่ำกว่าก็มักจะเดือดร้อน หนักใจว่าลูกคงไม่มีวันได้ดี แต่แท้จริงแล้ว อยากให้ทราบว่าการศึกษาช่วงหลัง ๆ พบว่าระดับ IQ เป็นปัจจัยบ่งชี้ ความสุขสำเร็จในชีวิต เพียงแค่ 20 % เท่านั้นเอง ถ้า สังเกตดูเคสที่ประสบ ความสำเร็จในครอบครัว และหน้าที่การงานเมื่อถามย้อนหลังสมัยเรียนไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนที่คะแนน เฉลี่ยสูงที่สุด ในทางกลับกันคนที่เรียนเก่งที่สุด ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการงาน สังคม หรือครอบครัว มีอะไรอีกที่เป็นปัจจัยบ่งชี้ความสุข ความสำเร็จในชีวิตของคนเรา ลูกหลานของเราช่วงอายุ 5-10 ปี ที่ผ่านมามีการศึกษาและการให้ความสำคัญ เรื่อง EMOTIONAL INTELLIGENCE ซึ่งแปลเป็นไทย หมายถึง ความฉลาดหรือวุฒิภาวะ ทางด้านอารมณ์ การศึกษาบ่งชี้ว่า EI มีผลต่อความเป็นสุขสำเร็จในชีวิต มากกว่าระดับสติปัญญาด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะระดับ IQ มักจะ กำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิด การเลี้ยงดูมีส่วนบ้างแต่ไม่มาก ในขณะที่ EI สอนได้ในทุกคน ทุกวัย ทุกระดับ IQ EMOTIONAL INTELLIGENCE จะได้ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ โดยต้องฝึกตนให้มีข้อ 1 ก่อน จึงจะมีข้อ 2 3 4 และ 5 ตามลำดับเปรียบเสมือน เด็กจะวิ่งได้ต้อง ชันคอ นั่ง คลาน เดิน ได้ก่อนจึงจะวิ่งได้

1. การรู้อารมณ์ตนเอง (KNOWING ONE"S EMOTIONS)

ความสามรถในการรับรู้อารมณ์ของตนเอง ในขณะที่กำลังมีอารมณ์อยู่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต่อการเข้าใจตนเอง คนส่วนใหญ่เวลาโกรธมักไม่รู้ตัว แต่จะโวยวายก่อนแล้ว จึงมารู้ตัวทีหลังว่า เมื่อกี้กำลังโมโห อย่างนี้คือไม่รู้อารมณ์ตนเอง การรู้อารมณ์ตนเอง คือต้องรู้ว่าตนเองกำลังโกรธ ในขณะที่กำลังโกรธอยู่ คน ไม่รู้จักอารมณ์ตนเอง มักตกเป็นทาสอารมณ์นั้น ๆ ในขณะที่คนที่รู้ อารมณ์ตัวเองมักเลือกแนวทางชีวิตได้ดีได้ดีกว่าเพราะรู้ตัว มีสติ รู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง เกี่ยวกับทุก ๆ อย่างไม่ว่าจะหน้าที่การงานหรือครอบครัว การเลี้ยงลูกให้รู้จักอารมณ์ตัวเอง ฝึกได้ตั้งแต่เริ่มรู้ภาษาฟังเราเข้าใจ ถ้าพ่อแม่สังเกตว่าลูกกำลังดีใจ พอใจ ก็สอนให้รู้อารมณ์ โดยบอกว่าหนูดีใจใช่ไหม ดีใจจังเลยนะลูกนะ เวลาสังเกตว่าลูกโกรธก็สอนเขาว่านี่หนูกำลังโกรธ หนูไม่ชอบใช่ไหม กว่าลูกจะเริ่มพูด เขาก็จะมีความเคยชินและทักษะในการตั้งชื่อ และให้ชื่อ อารมณ์ต่าง ๆ ของตนเอง ว่ากำลังโกรธ เสียใจ หรือดีใจก็ตาม

2. การบริหารจัดการอารมณ์ตนเอง (Managing one"s emotion)

การบริหารจัดการอารมณ์ตนเอง หมายถึง การรู้ และให้ความสำคัญอารมณ์ตนเอง และรู้จักปรับ อารมณ์ให้อยู้ในภาวะสมดุล หรือในภาวะที่เหมาะสมกับเหตุการณ์นั่นเอง การมีอารมณ์น้อยเกินไป ทำให้ชีวิตจืดชืด และแล้งความหมาย ส่วนการมีอารมณ์มากจนคุมไม่อยู่ ก็กลายเป็นโรคได้ เช่น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล และอื่นๆ การรู้จักปลอบโยน หรือคลายเครียดให้ตนเอง ฝึกได้ตั้งแต่เด็กเล็ก มักจะเรียนรู้การปลอบตัวเองจากการเลียนแบบ วิธีที่พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูปลอบโยนเขา

3. การรู้จักสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง (Motivating oneself)

ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของ EI คือ การรู้จักถึงอารมณ์และความต้องการของตนเองเอามา บริหารให้บรรลุถึงจุดหมาย คนเรามีกิเลส ความต้องการ ความปรารถนาทุกคน แต่มักขาดทักษะ ในการให้ได้สนองความต้องการนั้น ๆ อย่างเหมาะสม การมีทักษะในการรอคอย อดทน เพื่อบรรลุ เป้าหมาย ฝึกได้ตั้งแต่เด็ก ๆ เช่น การสอนเด็กอายุ 4 ปี ว่า ถ้าอยากได้ขนมแค่ 1 ชิ้น ก็ให้ได้เลย แต่ถ้าต้องการ 2 ชิ้น ต้องอดทนรอประเดี๋ยวการศึกษาพบว่าเด็กที่รู้จักรอคอย เพื่อจะได้ขนม 2 ชิ้น ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ดีกว่า ทั้งในด้านการเรียนและการคบเพื่อน

4. การรู้อารมณ์ผู้อื่น (Empathy)

การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราหรือการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นจะช่วยให้คนเราปรับ ตัวได้ดีกว่า ทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ มีเพื่อน และมีสายสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีกว่า การมี Empathy ยังมีความสำคัญ ต่อการสอนจริยธรรม และการป้องกันการเกิดอาชญากร เพราะอาชญากรรรมมักเกิดจากการที่ อาชญากรไม่เห็นอกเห็นใจเหยื่อของตนนั่นเอง การสอนเด็กให้ทำดี เพราะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ให้รู้จักเอาใจเพื่อนมาใส่ใจเรา จะช่วยให้เด็กมีเพื่อนและเป็นคนดีของสังคม

5. การรู้จักบริหารจัดการอารมณ์ผู้อื่น (Manging emotions in others)

ความสามารถในการจัดการอารมณ์ผู้อื่น วัดได้จากความสามารถ และทักษะในการทำให้อารมณ์ ของผู้อื่นรู้สึกดีมีความสุข ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น เป็นผู้นำได้ และจะมีประสิทธิภาพในการ บริหารองค์กรและครอบครัวได้ดี เด็กๆ จะฝึกทักษะนี้ได้จากการหัดให้กำลังใจเพื่อน หรือแม้กระทั่ง หัดปลอบใจคนใกล้ตัว เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง การที่จะมี EI ฝึกได้ตั้งแต่เล็ก คนโตแล้วก็สอนได้เช่นกัน EI ของแต่ละคนพัฒนาได้ และผู้เขียนอยากจะเชียร์ให้ทุกคนฝึกฝน ให้ตนเองมี EI ให้มาก ๆ เพื่อความสุข และความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลไทยนครินทร์

ท่อน้ำตาอุดตันในเด็กแรกเกิดที่คุณแม่ควรรู้

ท่อน้ำตาอุดตันในเด็กแรกเกิดที่คุณแม่ควรรู้
ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก

โรคท่อน้ำตาอุดตัน เป็นอีกโรคหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กวัยเด็กแรกเกิด อาการเหล่านี้อาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ อาจเกิดการติดเชื้อเป็นฝีบริเวณถุงตาได้ จึงนำเรื่องราวของโรคท่อน้ำตาอุดตันในเด็กแรกเกิด มาฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อเป็นข้อมูลไว้ดูแลลูกน้อยค่ะ

ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก คือ ภาวะของท่อน้ำตาที่ตามปกติจะเปิดเข้าสู่โพรงจมูกนั้นไม่เปิด ทำให้น้ำตา ที่สร้างโดยต่อมน้ำตาเพื่อมาหล่อลื่นตานั้นเอ่อล้นออกมาให้เห็นและเกิดอาการได้ ภาวะนี้พบค่อนข้างบ่อย ในเด็กทารกประมาณ 30% อาจจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ภาวะนี้บางคนจะหายได้เองภายใน 2-3 เดือน หลังคลอด แต่ในบางคนที่ไม่หายก็ต้องได้รับการรักษา

ท่อน้ำตาอุดตันจะมีอาการที่เห็นชัดๆคือ จะมีน้ำตาคลอในตาข้างที่อุดตันตลอดเวลา เหมือนคนร้องไห้ใหม่ๆ บางรายอาจจะมีการอักเสบ และจะมีขี้ตาแฉะร่วมด้วย โดยที่มีตาบวมแดงไม่มากนัก อาการนี้มักเป็นตั้งแต่แรก เกิดและดีขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อใช้ยาแต่ไม่หายขาด บางรายที่มีการสะสมของขี้ตา และเชื้อโรคมากๆ เข้าไป ในถุงน้ำตาก็อาจจะทำให้อักเสบเป็นฝีบริเวณถุงน้ำตาได้

การตรวจและรักษา

ในรายที่สงสัยว่าเป็นท่อน้ำตาอุดตัน คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กมาพบกุมารแพทย์หรือจักษุแพทย์ก่อนทุกราย เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นท่อน้ำตาอุดตันจริงหรือไม่ เบื้องต้นแพทย์จะสอนให้แม่นวดตาตรงบริเวณถุงน้ำตาบ่อยๆ ซึ่งแม่ควรตัดเล็บให้สั้นและล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังทำทุกครั้ง แพทย์อาจให้ยาหยอดตาปฏิชีวนะร่วมด้วย ในกรณีที่มีอาการอักเสบเกิดขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่เด็กจำนวนมากจะสามารถหายได้เองด้วยวิธีนี้ แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น กุมารแพทย์จะพิจารณาส่งต่อให้จักษุแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และรักษาโดยการ “แยงท่อน้ำตา” ซึ่งควรทำก่อน เด็กมีอายุครบ 1 ปี

การแยงท่อน้ำตา อันตรายหรือไม่ ควรทำเมื่อไร

การแยงท่อน้ำตาไม่มีอันตรายต่อตาและต่อชีวิตแต่อย่างไร เพราะเราทำแค่บริเวณเปลือกตาเท่านั้นไม่ได้ทำอะไร เกี่ยวกับลูกตาเลย แต่การทำจำเป็นต้องดมยาสลบ เพื่อให้เด็กสลบไปจะได้ไม่รู้สึกเจ็บ การแยงท่อน้ำตาควรทำก่อนเด็ก มีอายุครบ 1 ปี เพราะถ้าทิ้งไว้นานเกิน 1 ปีกระดูกในโพรงจมูกก็จะแข็งตัวและหนาขึ้นเป็นกระดูกทึบ ทำให้การแยง ท่อน้ำตาไม่สามารถทะลุกระดูกแข็งๆได้ ผลคือการรักษาไม่สำเร็จและเด็กก็จะมีน้ำตาไหลตลอดชีวิต ถ้าจะให้หายก็ต้อง รักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเข้าไปกรอกระดูก เป็นการรักษาซึ่งทำยากและซับซ้อนขึ้น และทำได้เมื่อเด็กโตเต็มที่เท่านั้น

“ท่อน้ำตาอุดตัน เป็นภาวะที่พบค่อนข้างบ่อยในเด็กแรกเกิด อาการแสดงออกคือ มีน้ำตาคลอตา อาจจะมี หรือไม่มีขี้ตาร่วมด้วยก็ได้ เมื่อสงสัยว่าเป็นท่อน้ำตาอุดตันควรพบกุมารแพทย์หรือจักษุแพทย์โดยเร็ว การรักษาเบื้องต้นนั้นทำได้ง่ายและมีจำนวนไม่น้อยที่หายได้เองแต่การรักษาที่ได้ผลดีและแน่นอนคือ การแยง ท่อน้ำตาโดยจักษุแพทย์ซึ่งควรทำก่อนอายุ 1ปี จึงจะได้ผลดี”
ข้อมูลดีๆจาก แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลไทยนครินทร์ 

มาทำความรู้จักกับอาการ ลำไส้อักเสบในเด็ก

เด็กที่มีลำไส้อักเสบจะมีอาการถ่ายอุจจาระผิดปกติ โดยอาจจะถ่ายเป็นน้ำ น้ำปนเนื้อมูก หรือมูกเลือด และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด น้ำหนักลด หรือเลี้ยงไม่โต ตัวบวม จากการสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ โลหิตจางจากการสูญเสียเลือดทางลำไส้

มาทำความรู้จักกับอาการ ลำไส้อักเสบในเด็ก
ภาพประกอบจาก flickr Tom Godber

การอักเสบของลำไส้ มีสาเหตุหลายประการ ได้แก่

การติดเชื้อซึ่งเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หรือพยาธิ
การแพ้นมวัว หรืออาหารบางชนิด
การอุดตันของลำไส้ใหญ่ในโรค Hirschsprung"s disease ซึ่งมีความผิดปกติของระบบประสาท ในลำไส้ใหญ่ตั้งแต่กำเนิด
ภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ
ไม่ทราบสาเหตุ เช่น โรค inflammatory bowel disease ซึ่งพบน้อยในคนไทย

เด็กปกติวัยประมาณ 1-2 ปี บางคน อาจมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยและเหลวเป็น ๆ หาย ๆ เฉพาะช่วง เวลากลางวัน เด็กกลุ่มนี้จะมีการเจริญเติบโตปกติ สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากลำไส้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น กว่าปกติ โดยที่ไม่มีการอักเสบของลำไส้ ผู้ปกครองควรให้เด็กลดการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น น้ำผลไม้สำเร็จรูป และรับประทานเนื้อสัตว์และผักให้มากขึ้น

การรักษาภาวะลำไส้อักเสบในเด็ก แบ่งเป็น

การรักษาประคับประคอง

แก้ไขภาวะขาดน้ำ เด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลว จะสูญเสียน้ำไปกับอุจจาระ ผู้ปกครองอาจประเมิน ความรุนแรงของการขาดน้ำได้ดังนี้

ขาดน้ำน้อย เด็กจะมีเพียงปากแห้ง กระหายน้ำ โดยที่ไม่มีกระหม่อมบุ๋ม หรือตาลึกโหล
ขาดน้ำปานกลาง เด็กจะมีปากแห้งมาก ผิวหนังแห้งจับตั้งแล้วคืนสู่สภาพเดิมช้ากว่า 2 วินาที ตาลึกโหล
กระหม่อมบุ๋ม ร้องไห้ไม่ค่อยมีน้ำตา กระสับกระส่าย กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยลง
ขาดน้ำรุนแรง เด็กจะซึม ปากและลิ้นแห้งมาก ตาลึกโหล กระหม่อมบุ๋มมาก หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น แขนขาลายเป็นจุด ๆ และช็อค

ถ้าเด็กมีการขาดน้ำน้อย ผู้ปกครองอาจให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่ปริมาณ 50 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว เด็ก 1 กิโลกรัม ในระยะเวลา 4 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ถ้าเด็กถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นอีก ต้องให้สารละลายเกลือ แร่เพิ่มขึ้นอีก โดยให้ปริมาณ 10 ซีซี ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อการถ่ายอุจจาระ 1 ครั้ง ถ้าเด็กมี การขาดน้ำปานกลางหรือรุนแรง ควรนำเด็กมาพบแพทย์เพราะอาจมีความจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทาง หลอดเลือด

แก้ไขความผิดปกติของระดับเกลือแร่ในเลือดในกรณีที่มีการขาดน้ำปานกลางหรือรุนแรง

หลังจากที่แก้ไขภาวะขาดน้ำแล้ว ควรให้เด็กรับประทานอาหารและนมโดยไม่จำเป็นต้องเจือจางนม และให้ในปริมาณน้อย ๆ และบ่อย ๆ เพื่อให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมอาหารได้ทัน การงดอาหารจะทำให้เด็ก ขาดอาหารเกิดภาวะทุพโภชนาการ เลี้ยงไม่โต และในกรณีที่ลำไส้อักเสบรุนแรง เยื่อบุลำไส้จะฝ่อ การงดอาหารจะทำให้การฟื้นตัวของเยื่อบุลำไส้ช้ากว่าการให้รับประทานอาหาร การรักษาตามอาการ แพทย์อาจให้ยาลดไข้หรือลดอาการคลื่นไส้อาเจียนถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย

การรักษาจำเพาะ

แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ อย่างไรก็ตามถ้าเด็กมีลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส ก็ไม่จำเป็นต้อง ได้รับยาฆ่าเชื้อโรค
รับประทานนมพิเศษ ในกรณีที่เกิดจากการแพ้นมวัว หรือลำไส้อักเสบรุนแรงจนเกิดเยื่อบุลำไส้ฝ่อ ทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึม น้ำตาลในนมปกติได้
รับประทานยาลดการอักเสบในกรณีที่เป็น inflammatory bowel disease
ถ้าเด็กมีอาการเหล่านี้ควรนำเด็กมาพบแพทย์
ถ่ายอุจจาระจำนวนมาก
อาเจียนซ้ำ ๆ
แสดงอาการกระหายน้ำมาก
ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
ไข้ขึ้นสูง
มีเลือดในอุจจาระ

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ ได้แก่

พยายาม ให้เด็กรับประทานนมมารดา เนื่องจากนมมารดามีสาร secretory IgA ช่วยป้องกันไม่ให้ เชื้อโรคเกาะติดกับผนังลำไส้หรือรบกวนการเจริญเติบโตของ เชื้อโรค ถ้าจำเป็นต้องให้เด็กรับประทานนมจากขวดนม ต้องทำความสะอาดขวดนม และจุกนมโดยการต้ม น้ำที่ใช้ผสมนมควรเป็นน้ำต้มสุกรวมทั้งล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมผสมนม ให้เด็ก

ข้อมูลจาก แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลไทยนครินทร์

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การสร้างเนื้อเต้านมขึ้นใหม่โดยใช้เนื้อเยื่อตัวเองในการผ่าตัดมะเร็งเต้านม

    ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการตรวจเต้านมและการส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทำให้ค้นพบมะเร็ง        ในระยะแรกๆได้มากขึ้น   และทำให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น การผ่าตัดซึ่งเป็นการรักษาหลักได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่มุ่งเน้นเพียงการรอดชีวิต เป็นการผ่าตัดที่จะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและความสวยงามมากขึ้น
           สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมก็เช่นเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นต้องถูกตัดเต้านมออกหมดทุกรายหรือในรายที่จำเป็นต้องผ่าตัดเต้านมออก ก็สามารถทำการผ่าตัดสร้างเสริมเต้านมได้ทันทีในการผ่าตัดนั้น ด้วยการใช้เต้านมเทียมหรือการใช้เนื้อเยื่อของตัวผู้ป่วยเอง เนื้อเยื่อที่นิยมได้แก่ กล้ามเนื้อและชั้นไขมันบริเวณหน้าท้อง และกล้ามเนื้อและไขมันบริเวณที่หลัง
 วิธีการผ่าตัด Latissimus Dorsi (LD) flap
         เป็นวิธีที่ใช้ในการผ่าตัดเพื่อสร้างเนื้อเต้านมขึ้นใหม่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ต้องการทำการผ่าตัดเต้านมออก  ซึ่งวิธีการนี้จะใช้ผิวหนังกล้ามเนื้อ Latissimus Dorsi และไขมันบริเวณหลังมาผ่าตัดตกแต่งเสริมภายหลังการผ่าตัดเลาะเนื้อเต้านมออกทั้งหมด (รูปที่ 1, 2)
                                      
                                                รูปที่ 1                                                               รูปที่ 2
           การผ่าตัดใช้กล้ามเนื้อที่หลังเป็นวิธีหนึ่งที่ทำมากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากผู้ป่วยฟื้นฟูสุขภาพได้เร็วกว่าการใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นวิธีการที่ปลอดภัยมีผลแทรกซ้อนน้อย ระยะการนอนรักษาตัวอยู่ ร.พ.เทียบเท่ากับการผ่าตัดในมะเร็งเต้านมตามปกติคือประมาณ 3 วัน สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ทั้งในแง่ตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัวและสังคม
            แม้ว่าการผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่โดยใช้กล้ามเนื้อและไขมันบริเวณหลัง (LD flap reconstruction) จะดูยุ่งยากเล็กน้อยแต่ก็เพิ่มเวลาในการผ่าตัดไม่มากนัก และเนื่องจากวิธีการนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เต้านมเทียมช่วยเสริม แต่ใช้เพียงแผ่นผิวหนังและชั้นไขมันบริเวณหลังรวมไปถึงกล้ามเนื้อ LD ของตัวผู้ป่วยเองทั้งหมด ดังนั้นผลของการผ่าตัดในระยะยาวแล้ว จะได้ลักษณะของเต้านมที่สร้างขึ้นใหม่ เหมือนเต้านมจริงมากที่สุด ทั้งในด้านรูปร่างและลักษณะเนื้อเต้านมจากการสัมผัส สร้างความพึงพอใจ และความรู้สึกว่ายังมีเต้านมอยู่เช่นเดิมได้เป็นอย่างดี
 หลักเกณท์ในการคัดเลือกผู้ป่วยที่จะทำผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่ด้วยการใช้กล้ามเนื้อ Latissimus Dorsi ได้แก่
               1. ผู้ป่วยที่มีเต้านมขนาดเล็กถึงปานกลาง
                    2. ผู้ป่วยที่มีเต้านมหย่อนคล้อย ไม่มาก
                    3. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องมาตกแต่งได้ เนื่องจากมีรอยแผลเป็นบริเวณหน้าท้องมาก่อน
                    4. ใช้ผ่าตัดเสริมเพื่อแก้ไขในผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดเสริมเต้านมด้วยวิธีอื่นมาก่อน
การเลาะกล้ามเนื้อ LD มีอยู่ 2 วิธี คือ
                    1. Latissimus Dorsi miniflap คือการเลาะเอากล้ามเนื้อLD บางส่วนให้เพียงพอปิด เต้านมยุบผิดรูป (breast defect) หลังทำ lumpectomy 
                                
                                                                        รูปที่ 3                                                                              
                     2. The extended LD flap technique เป็นเทคนิคที่ใช้ในการผ่าตัดทำเต้านมใหม่ทั้งเต้า ซึ่งวิธีการนี้จะใช้กล้ามเนื้อLDมาทั้งหมดรวมทั้งแผ่นผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ชั้นไขมันรอบๆ ทำให้ได้เนื้อเยื่อปริมาณเพียงพอสำหรับทำเต้านมใหม่ หลังการผ่าตัดเลาะเนื้อเต้านมออกทั้งหมด (รูปที่ 4)
                                        
                                                                                                          รูปที่ 4                                                                                  
 สภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัด
      หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะมีแผลผ่าตัดบริเวณเต้านมข้างที่ทำผ่าตัด(รูปที่5)และแผลผ่าตัด donor siteซึ่งเป็นแผลเส้นตรงยาวประมาณ10-15 เซ็นติเมตร(รูปที่6) ที่หลังข้างเดียวกับที่ทำผ่าตัดเต้านมออก ซึ่งศัลยแพทย์จะผ่าตัดในแนวบริเวณขอบเสื้อชั้นในเพื่อเน้นความสวยงามของแผลหลังผ่าตัดสามารถใส่เสื้อในปิดรอยแผลผ่าตัดภายหลังแผลหายดีแล้ว และมีท่อระบายน้ำเหลือง 2 สาย จากแผลผ่าตัดเต้านมและแผลผ่าตัด donor site ที่หลัง
                                             
                              รูปที่ 5                                                                             รูปที่ 6
          โดยทั่วไปผู้ป่วยที่รักษาส่วนใหญ่จะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลภายหลังผ่าตัดประมาณ 2 วันและจำหน่ายกลับบ้านพร้อมท่อระบายน้ำเหลือง และมาติดตามการรักษาหลังจำหน่ายกลับบ้านประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับท่อระบายน้ำเหลืองจะคาไว้ประมาณ 10-14 วัน จึงถอดออก
 ส่วนวิธีการผ่าตัดอีกแบบหนึ่งคือ Transverse Rectus Abdominis Musculocutaneous flap หรือ TRAM flap ภายหลังการผ่าตัดเลาะเนื้อเต้านมออกทั้งหมด
         หมายถึงการผ่าตัดตกแต่งหรือเสริมสร้างเนื้อเต้านมขึ้นใหม่โดยใช้กล้ามเนื้อและชั้นไขมันบริเวณหน้าท้องมาผ่าตัดตกแต่งเสริมภายหลังการผ่าตัดเลาะเนื้อเต้านมออกทั้งหมด (รูปที่ 8)
                  
รูปที่ 7 แสดงวิธีการผ่าตัดโดยใช้กล้ามเนื้อและชั้นไขมันบริเวณหน้าท้อง
        การผ่าตัดใช้กล้ามเนื้อและชั้นไขมันบริเวณหน้าท้อง เป็นวิธีหนึ่งที่ทำมากขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากเป็นวิธีการที่ปลอดภัยมีผลแทรกซ้อนน้อย ระยะการนอนรักษาตัวประมาณ 3-5 วัน สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ทั้งในแง่ตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัวและสังคม
 หลักเกณท์ในการคัดเลือกผู้ป่วยที่จะทำผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่ด้วยการใช้กล้ามเนื้อ และชั้นไขมันบริเวณหน้าท้อง ได้แก่
            1. เหมาะสมสำหรับเต้านมทุกขนาด ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
            2. ผู้ป่วยที่มีเต้านมหย่อนคล้อยมาก
สภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัด
               หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะมีแผลผ่าตัดบริเวณเต้านมข้างที่ทำผ่าตัดและแผลผ่าตัดบริเวณหน้าท้องส่วนล่างสุดซึ่งเป็นแผลเส้นโค้งตามแนวพับของท้องซึ่งศัลยแพทย์จะผ่าตัดในแนวบริเวณหน้าท้องส่วนล่างสุดตามแนวขอบกางเกงในเพื่อเน้นความสวยงามของแผลหลังผ่าตัด อาการปวดสามารถระงับได้ด้วยยาแก้ปวดชนิดฉีดในวันแรกหลังผ่าตัด หลังจากนั้นสามารถระงับด้วยยาแก้ปวดชนิดรับประทาน หลังผ่าตัดไม่เกิน 24-48 ชั่วโมงผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกนั่งบนเตียงและลุกเดินได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลภายหลังผ่าตัดประมาณ 3-5 วันและจำหน่ายกลับบ้านพร้อมท่อระบายน้ำเหลือง และมาติดตามการรักษาหลังจำหน่ายกลับบ้านประมาณ 1 สัปดาห์
         เมื่อติดตามผลของการผ่าตัดในระยะยาวแล้ว จะได้ลักษณะของเต้านมที่สร้างขึ้นใหม่ เหมือนเต้านมจริงมากที่สุด ทั้งในด้านรูปร่างและลักษณะเนื้อเต้านมจากการสัมผัส สร้างความพึงพอใจ และความรู้สึกว่ายังมีเต้านมอยู่เช่นเดิมได้เป็นอย่างดี (รูปที่ 10,11)
 
รูปที่ 8 แสดงผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านมขวาด้วยวิธีนี้
 
รูปที่ 9  แสดงผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านมขวาด้วยวิธีนี้และทำหัวนมขึ้นมาใหม่
 
รูปที่10  แสดงผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านมขวาด้วยวิธีนี้และทำหัวนมขึ้นมาใหม่ร่วมกับสักสีบริเวณลานนม
         การผ่าตัดสร้างเสริมเต้านมขึ้นมาใหม่โดยใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ต้องทำการผ่าตัดเต้านมออกไป มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยลดปัญหาการผ่าตัดเต้านมหลายๆครั้งได้มากทีเดียว
           ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ต้องทำการผ่าตัดเต้านมออกและต้องการเสริมสร้างเต้านมใหม่ วิธีการดังกล่าวนี้ จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยผู้ป่วยได้มาก แต่ต้องไม่ลืมปรึกษาศัลยแพทย์ก่อนถึงผลดีผลเสียของวิธีการแต่ละวิธี
ข้อมูลจาก ศูนย์โรคเต้านม รพ.ไทยนครินทร์

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

LASIK คืออะไร มาทำความรู้จักกันคะ

 LASIK คืออะไร มาทำความรู้จักกันคะ
ภาพประกอบจาก flickr  Oswaldo Rubio

LASIK สามารถแก้ไขสายตาสั้นและเอียงถาวรได้หรือไม่

การรักษาสายตาด้วยเลสิคสามารถรักษาภาวะสายตาสั้น และเอียงได้อย่างถาวร

การรักษาด้วย LASIK มีโอกาสเกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

อาการตาแห้ง เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในช่วง 3-6 เดือนแรก ซึ่งมักจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป รักษาโดยการหยอด น้ำตาเทียม การเห็นแสงกระจาย มีโอกาสเกิดได้ 1% มักพบในคนที่สายตาผิดปกติมาก การติดเชื้อ พบน้อยมาก น้อยกว่าการติดเชื้อจากการใส่คอนแทคเลนส์เสียอีก

สายตายาวจากอายุสามารถทำเลสิคได้หรือไม่

สายตายาวตามอายุ เกิดจากความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ใช้ปรับโฟกัสลดลง ดังนั้นจึงไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีเลสิค แต่เราสามารถใช้วิธีทางอ้อมที่เรียกว่า Monovision คือ การแก้ไขสายตาในตาข้างเด่นอย่างเต็มที่ และในตาข้างที่ไม่เด่น รักษาให้เหลือสายตาสั้นไว้บ้าง ประมาณ -1.00 ถึง -2.00 เพื่อช่วยในการมองใกล้

LASIK ทำให้ตาบอดได้หรือไม่

จากประวัติตั้งแต่มีการทำเลสิคมายังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยที่ตาบอดจากการทำเสิค

PRK คืออะไร

PRK คือ การแก้ไขสายตาด้วยการขูดผิวกระจกตา แล้วจึงเลเซอร์แก้ไขสายตา ต่างจากเลสิคตรงที่ไม่มีการแยกชั้นกระจกตา ในผู้ป่วยบางรายที่กระจกตาหนาไม่พอที่จะทำเลสิค และสายตาผิดปกติไม่มาก การทำ PRK ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ข้อมูลจาก ศูนย์เลสิคโรงพยาบาลไทยนครินทร์

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด เป็นอันตรายหรือไม่ การรักษาทำอย่างไร

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด
ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

เด็กเกิดใหม่ส่วนมากจะตัวเหลือง ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดมีทั้งตัวเหลืองมาก และตัวเหลือง ไม่มาก เด็กบางคนอาจต้องได้รับการส่องไฟรักษา เนื่องจากมีระดับตัวเหลืองที่สูงกว่าปกติ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองคงต้องเกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วตัวเหลืองเกิดจากอะไร รู้ได้อย่างไรว่าลูกตัวเหลือง ภาวะตัวเหลือง เป็นอันตรายหรือไม่ การรักษาทำอย่างไร นมแม่ทำให้ลูกตัวเหลืองหรือไม่

สาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเหลือง

สีผิวในเด็กที่เหลืองขึ้นเกิดจากการแตกของเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดสารสีเหลืองที่เรียกว่า “บิลิรูบิน” สารนี้จะอยู่ในกระแสเลือดไปทีตับ อาศัยเอนไซน์ในตับช่วยเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอน ก่อนที่จะลงไป ในลำไส้ และขับถ่ายออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ ดังนั้นหากมีภาวะที่มีผลในขั้นตอนใด ๆ ของการกำจัด บิลิรูบินก็ทำให้ทารกตัวเหลืองมากกว่าปกติ

A ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกปกติในทารกแรกเกิด พบได้ในทารกทุกคนทำให้ทารกตัวเหลือง เล็กน้อยไม่จำเป็นต้องได้รับการส่องไฟมักเหลืองเมื่ออายุ 3-5 วันแล้วจะค่อยๆเหลืองน้อยลง ภาวะนี้เกิดเนื่องจาก

1. เด็กมีเม็ดเลือดแดงมากกว่าผู้ใหญ่ เด็กมีความเข้มข้นของเลือด 50-60 % ขณะที่ผู้ใหญ่มีความ เข้มข้นของเลือด 33-40 % เมื่อเม็ดเลือดครบอายุก็จะแตก

2. เม็ดเลือดแดงในเด็กมีอายุ 90 วัน ผู้ใหญ่ 120 วัน ดังนั้นเม็ดเลือดแดงจึงอายุสั้นกว่า การแตกจึง มากกว่าเมื่อรวมทั้ง 2 ข้อข้างต้นเป็นสาเหตุของตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

B ภาวะตัวเหลืองที่ต้องได้รับการรักษา ถ้ามีภาวะที่มีผลต่อ บิลิรูบินในขั้นตอนต่างๆจะทำให้ทารก มีภาวะตัวเหลืองมากกว่าปกติคือ

1. มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ สาเหตุมีหลายอย่างเช่น เด็กที่คลอดโดยใช้เครื่องดูดช่วย คลอดจะมีเลือดออกใต้หนังศีรษะเลือดส่วนนี้ทำให้มีเม็ดเลือดแดงที่แตกเพิ่มขึ้น, เม็ดเลือดแดงแตก มากเนื่องจากกรุ๊ปเลือดแม่และลูกไม่ตรงกันพบในแม่เลือดกรุ๊ป O และลูกเป็น กรุ๊ป A หรือ B และภาวะเม็ดเลือดแดงแตกมาก เนื่องจากโรคเลือดคือ โรคทาลัสซีเมีย, โรคขาดเอนไซน์ G6PD ในเม็ดเลือดแดง

2. การทำงานของตับยังไม่สมบูรณ์หรือโรคกรรมพันธุ์บางอย่างของตับ

3. ความผิดปกติที่ลำไส้เช่นภาวะลำไส้อุดตัน ทำให้มีการดูดซึม บิลิรูบินกลับเข้ากระแสเลือดแทนที่ จะขับถ่ายออกไปเด็กจึงตัวเหลือง

การวินิจฉัยโรคตัวเหลือง

1. การสังเกตุสีผิว เด็กจะเริ่มเหลืองที่ใบหน้าก่อน แล้วค่อยค่อยไล่ลงมาที่ลลำตัวไปขาและเท้า ถ้าเหลืองเฉพาะใบหน้าและลำตัว ถือว่าเหลืองไม่มากแต่ถ้าลงมาขาและเท้าถือว่าเหลืองมาก เวลาดูตัวเหลืองในเด็กทารกต้องกดผิวหนังลงดูที่ส่วนที่กดจะเห็นเป็นสีเหลือง เหตุที่ต้องกดผิวหนัง ลงเพราะเด็กตัวแดงทำให้ดูยาก ถ้าดูแล้วเห็นว่าเหลืองไม่มากไม่จำเป็นต้องตรวจเลือด แต่ถ้าเหลือง มากต้องเจาะเลือดตรวจ

2. การเจาะเลือดตรวจระดับตัวเหลือง หรือตรวจระดับบิลิรูบินในเลือด ถ้าระดับสูงต้องรักษา โดยการส่องไฟการเจาะเลือดนี้ สามารถเจาะจากส้นเท้าหรือเจาะจากเส้นเลือดโดยตรง

การส่องไฟ (phototherapy)

เป็นการรักษาภาวะตัวเหลืองในเด็กทารก เนื่องจากแสงสามารถ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ โครงสร้างของโมเลกุลของบิลิรูบิน ซึ่งปกติละลายน้ำไม่ได้ให้กลับกลายมาเป็นสารที่ละลายน้ำได้ สามารถ ขับถ่ายสารนี้ได้ทางปัสสาวะและทางอุจจาระโดยออกมาทางน้ำดี หลังจากส่องไฟจะตรวจระดับตัวเหลือง วันละ1-2 ครั้งถ้าระดับบิลิรูบินลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถหยุดส่องไฟได้

การส่องไฟทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ในทารก

ก. ทารกอาจจะมีสีผิวคล้ำขึ้นจากการที่ต้องถูกแสงอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน

ข. ทารกอาจถ่ายเหลวจากการที่แสงที่ใช้ในการรักษา ทำให้มีการบาดเจ็บของเยื่อบุลำไส้ ทำให้มี การขาด enzyme lactase เป็นการชั่วคราว และจะดีขึ้นเมื่อหยุดการรักษา

ค. ทารกมีภาวะเสียน้ำมากจากการระเหยของน้ำ เพราะว่าอุณหภูมิรอบตัวของทารกสูงขึ้น จึงจะต้อง มีการทดแทนโดยให้ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าเดิม หรือโดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือด

ง. ทารกอาจมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติหรือเป็นไข้ อาจต้องเลื่อนไปให้ห่างทารก

จ. ทารกอาจมีผื่นแดงขึ้นตามตัวเป็นการชั่วคราว

ฉ. ถ้าไม่ได้ปิดตาทารกให้มิดชิด อาจมีการบาดเจ็บเนื่องจากถูกแสงส่องนาน ดังนั้นการดูแลทารก ในช่วงที่รับการส่องไฟ ก็ควรจะปิดตาทารกให้มิดชิดเพื่อป้องกันอันตรายของแสงไฟสู่ดวงตาเด็ก ควรให้ทารกดูดนมมาก ๆ และบ่อย ๆ เพื่องดการเสียน้ำและเพิ่มการถ่ายอุจจาระ ถ้าทารกดูดหรือ รับนม ไม่ได้หรือไม่ได้ดีก็ควรจะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด โดยต้องเพิ่มปริมาณน้ำอีก 30 % ของ ปริมาณปกติในแต่ละวัน

นมแม่ทำให้ลูกตัวเหลืองได้หรือไม่

ในนำนมแม่มีสารบางอย่างที่อาจทำให้ลูกตัวเหลืองได้ แต่ภาวะตัวเหลืองที่เกิดจากนมแม่นั้นไม่ทำให้ ลูกมีอันตราย แต่ถ้าตัวเหลืองมากจริงๆ อาจต้องได้รับการส่องไฟรักษาเช่นเดียวกัน แพทย์อาจให้งดนมแม่ 2 วัน ช่วงเด็กส่องไฟ หลังจากนั้นสามารถให้นมแม่ได้ตามปกติลูกจะไม่กลับมาตัวเหลืองอีก

ภาวะตัวเหลืองมากมีอันตรายหรือไม่

ภาวะที่มีระดับ บิลิรูบินสูงมากเกินไปสารนี้สามารถเข้าไปที่สมองลูกได้ ถ้าระดับบิลิรูบินสูงมากทำให้ เด็กมีอาการทางสมองจากภาวะตัวเหลืองได้(ภาษาอังกฤษเรียกว่า KERNICTERUS) และถ้าบิลิรูบินสูงเกิน 20 อาจมีผลต่อการได้ยินของเด็กได้เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ความสนใจและรักษาภาวะ ตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ข้อมูลจากเว็บ โรงพยาบาลไทยนครินทร์

คุณแม่ยุคใหม่กับครรภ์คุณภาพ ต้องทำอย่างไรมาดูกัน

คุณแม่ยุคใหม่กับครรภ์คุณภาพ ต้องทำอย่างไรมาดูกัน
คุณแม่ยุคใหม่กับครรภ์คุณภาพ

วิทยาการรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด คนในสหัสวรรษใหม่เองก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ที่กำลัง จะเป็นคุณแม่ งานต่างๆ ก็ยังคงต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ไหนจะที่ทำงานเอย ไหนจะที่ บ้านเอย” แล้วยังต้องดูแลลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย ดังนั้น เราจะมาคุยกันถึงวิธีที่จะช่วยให้บรรดาว่าที่ คุณแม่ที่เป็น working women ทั้งหลาย สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ โดยเราจะเริ่มกันตั้งแต่

1. ทำอย่างไร.. จะไม่แพ้...ท้อง

- ควรจะรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย งดของทอด มีไขมันมาก หรืออาหารที่มีกลิ่นรุนแรง
เพราะจะทำให้ผะอืดผะอม คลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย
- รับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่อาจบ่อยครั้งขึ้น
- ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรวิตกกังวล
- ถ้าเป็นไปได้ หลังตื่นนอนไม่ควรลุกทันที เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ หาเครื่องดื่มร้อน ๆ
ดื่มสักแก้ว (ใช้ว่าที่คุณพ่อก็ได้ค่ะ) แล้วนอนศีรษะสูงต่อสักพัก
- ถ้าอาการรุนแรงมากควรพบแพทย์ค่ะ

2. ถึงท้อง... ก็ทำงานได้ค่ะ

- คุณแม่ที่กำลังอุ้ยอ้ายจะลุกจะนั่งก็ลำบาก ดังนั้นสิ่งที่ควรจำก็คือ ขณะทำงานแต่ละอย่างต้อง
ให้ไหล่ และหลังยืดตรง เพื่อป้องกันการงอของกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง
และท่าทาง สำหรับการทำงานเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องระมัดระวัง จึงขอแนะนำท่าทางสบาย ๆ
ขณะทำงาน ลองนำไปปฎิบัติดูน่าจะช่วยให้สบายเนื้อสบายตัวขึ้นค่ะ

การนั่งทำงาน นานเกินไปก็ไม่ดี แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรหาเก้าอี้เตี้ย ๆ รองเท้า และจะดีไปกว่านั้น หากมีหมอนหนุนที่คอและหลังด้วย

การยืน ขยับเปลี่ยนท่าทางการยืนบ้าง และถ้าต้องยืนนาน ๆ ควรยกขาขึ้นมาและเคลื่อนไหวข้อเท้า และนิ้วเท้าสักครู่ สลับกันทั้งสองข้าง หรืออาจใส่ถุงเท้ายืด [Elastic stocking] เพื่อป้องกันเส้นเลือดขอด

การยืนทำงาน ควรใช้โต๊ะทำงานที่สูงในระดับที่ยื่นมือแล้วไม่ต้องก้ม จากนั้นก็ยกขาข้างหนึ่ง บนโต๊ะเล็ก ๆ สลับกันไปมาเพื่อลดการตึงเครียดของหลังยกของจากพื้น ไม่ควรก้มหลัง ควรใช้วิธีงอเข่า และสะโพก และไม่ควรยกครั้งละมาก ๆ ควรแบ่งออกทีละน้อย หิ้วของหนัก ไม่ควรหิ้วมือเดียว จะทำให้ ลำตัวเอียงและปวดหลังควรแบ่งออกเป็น 2 ข้าง ถ้าต้องใช้สายตามาก เช่น พิมพ์ดีด อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อทำงานไปได้สัก 2 ชั่วโมง ควรหยุดพักสัก 15 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และพักสายตา

การเดินทาง โดยปกติในช่วงไตรมาสสุดท้ายไม่ควรเดินทางไกลเนื่องจากการกระทบกระเทือนจาก การเดินทางอาจกระตุ้นให้มีการเจ็บครรภ์ได้ แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ควรเลือกพาหนะและเส้นทางที่กระทบ กระเทือนน้อยที่สุด ก่อนเดินทางก็ควรปรึกษาแพทย์เรื่องของแนวโน้มของการคลอด พร้อมทั้งนำใบฝากครรภ์ไปด้วยค่ะ

3. จากเอว 25 กลายเป็น 35

- เมื่อคุณแม่อุ้ยอ้ายมากขึ้น อาการวิตกกังวล 108 คำถามก็คงจะเกิดขึ้นในใจ เช่น เมื่อไหร่จะคลอด ทำไมวันนี้ลูกเราไม่ดิน... จึงขอให้คุณแม่ทำใจให้สบาย คุณยังสามารถทำงานต่าง ๆ ได้ตามปกติ และมาพบคุณหมอตามนัด

แต่ถ้าคุณมีอาการต่อไปนี้ ให้มาพบแพทย์ทันที

- มีเลือดออกทางช่องคลอด
- มีน้ำใส ๆ คล้ายปัสสาวะออกทางช่องคลอด
- มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว มือบวม เท้าบวมฃ
- ปัสสาวะแสบขัด ปวดหลัง มีไข้สูง
- ลูกดิ้นน้อยลงจนผิดสังเกต
- เมื่อไหร่ ... จะถึงวันคลอด

เมื่อใกล้วันครบกำหนดคลอด ถ้าคุณแม่มีอาการต่อไปนี้แล้วละก็เตรียมตัวไปโรงพยาบาล ได้เลยค่ะ

- เมื่อคุณรู้สึกปวดท้อง ท้องแข็งบ่อยสม่ำเสมอ เจ็บมากขึ้น ถี่ขึ้น
- มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด
- มีน้ำเดิน ซึ่งเป็นน้ำคร่ำใส ๆ คล้ายปัสสาวะออกมาทางช่องคลอด อาจจะมีอาการเจ็บครรภ์ร่วมด้วย หรือไม่ก็ได้

เมื่อถึงโรงพยาบาล ว่าที่คุณแม่จะถูกส่งไปที่ห้องรอคลอด และจะได้รับการเตรียมร่างกาย
เพื่อการคลอด เช่น วัดสัญญาณชีพ ฟังเสียงหัวใจของลูก , สวนอุจจาระ , ให้น้ำเกลือ .....

ระหว่างรอคลอด

มดลูกจะบีบรัดตัวเป็นระยะ ๆ เพื่อผลักดันให้ศีรษะลูกเคลื่อนต่ำลง และปากมดลูกก็จะขยายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเปิด 10 เซนติเมตร ซึ่งการบีบรัดตัวของมดลูกนี้ จะทำให้เกิดการปวดท้องเป็นพัก ๆ เหมือนปวด ประจำเดือน และจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ

เจ็บท้องมากแล้ว ... ทำไงดี ...

เราไม่ปล่อยให้คุณเจ็บอยู่คนเดียวแน่ แต่ว่าที่คุณแม่ก็ต้องร่วมมือค่ะ

โดยวิธีธรรมชาติ

การนอน นอนในท่าที่รู้สึกสบาย โดยทั่วไปการนอนตะแคงจะช่วยได้ อีกทั้งการนอนท่านี้ยังช่วย ให้เลือดไปเลี้ยงลูกเราได้ดีขึ้น ด้วยค่ะ

การหายใจ เมื่อมีอาการปวดคุณแม่ควรหายใจเข้าแล้วหายใจออกทางปากยาว ๆ เหมือนเป่าเทียน ทำซ้ำทุกครั้งที่มดลูกหดรัดตัว โดยฝีมือคุณพ่อค่ะ โดยใช้มือนวดบริเวณกระดูกก้นกบ แล้วถูนวดขึ้นลง เมื่อมีอาการเจ็บครรภ์นอกจากจะบรรเทาอาการเจ็บปวดแล้ว กำลังใจยังมาอีกเป็นกองเลยค่ะ

โดยการใช้ยาฉีดแก้ปวด

ถ้าเจ็บท้องมากขึ้น แม้คุณแม่จะพยายามควบคุมความเจ็บปวดแล้ว แต่ยังปวดมากจนทนไม่ได้ คุณหมอจะพิจารณาให้ยาแก้ปวดตามความเหมาะสม

การบล็อกหลัง

คือ การฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง จะทำเมื่อคุณแม่เจ็บครรภ์มากขึ้น ขณะที่ทำคุณแม่ต้องให้ความร่วมมือ โดยเราจะจัะท่านอนให้คุณแม่นอนตะแคง งอเข่า (ลองนึกถึงกุ้งเผาดูสิค่ะ) จะแน่นอึดอัดหน่อยนะคะ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของวิสัญญีแพทย์ค่ะ

ถึงทีคุณแม่ต้องแสดงฝีมือ

เมื่อปากมดลูกเปิดหมด คุณแม่จะมีอาการปวดถ่วงที่ก้น คล้ายอยากเบ่งถ่าย เราจะเริ่มแนะนำ ให้คุณเบ่งตามจังหวะการหดรัดตัวของมดลูก การเบ่งที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้เหนื่อยเปล่า ไม่ได้เห็นหน้าลูกสักที

การเบ่งที่ถูกต้องมีดังนี้

รอเวลาจนมดลูกแข็งตัว แล้วสูดลมหายใจลึก ๆ ให้เต็มปอด พอมดลูกแข็งตัวเต็มที่ ให้ก้มหน้า คางชิดอก ออกแรงเบ่งลงไปที่ก้นเหมือนเบ่งถ่ายอุจจาระ หากรู้สึกหมดลมเบ่ง แต่มดลูกยังแข็งตัว ให้เบ่งซ้ำ จนมดลูกคลายตัว เมื่อมดลูกคลายตัว ให้หายใจยาว ๆ พักเอาแรงไว้สำหรับการเบ่งครั้งต่อไป คลอดเองไม่ได้ทำอย่างไรดี

ถ้าคุณแม่ไม่สามารถคลอดเองได้ด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น แรงเบ่งไม่พอคุณหมออาจช่วยคลอดด้วย เครื่องสูญญากาศหรือใช้คีมคลอด ในบางกรณี เช่น รกเกาะต่ำ เชิงกรานแคบ เจ้าตัวน้อยมีขนาดใหญ่ เกินไปคุณหมออาจแนะนำให้คลอดโดยวิธีผ่าออกทางหน้าท้อง แล้วเราก็พบกัน

หลังจากที่ได้รับการดูดมูกออกจากปากและจมูก และเช็ดตัวเรียบร้อยแล้ว พยาบาลจะอุ้มลูกมาให้ ดูทันทีค่ะ คราวนี้คงหายเหนื่อยแล้วนะคะ

เมื่อไหร่..จะได้กลับบ้าน

ถ้าคลอดได้เอง จะอยู่โรงพยาบาล 2-3 วัน แต่ถ้าต้องผ่าตัดออกทางหน้าท้องก็จะอยู่นานประมาณ 4-5 วัน และถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะกลับบ้านได้พร้อมกันทั้งคุณแม่คุณลูกเลยค่ะ จะเห็นว่าไม่ใช่ เรื่องง่าย ๆ เลย กว่าจะได้อุ้มลูกสมใจ แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่คุณแม่ในสหัสวรรษใหม่จะดูแลสุขภาพ ขณะตั้งครรภ์ และเตรียมตัวเพื่อคลอด เพื่อให้การคลอดครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่า และได้ของขวัญ เป็นลูกที่น่า รักของเรา

ข้อมูลจากเว็บ โรงพยาบาลไทยนครินทร์

อิ๊กซี่ [ICSI] กับคนอยากมีลูก

"อิ๊กซี่" [ICSI] ย่อมาจากคำว่า INTRACYTOPLASMIC SPERM INJECTION
ภาพจาก trialx.com

"อิ๊กซี่" ชื่อนี้คล้ายกับเป็นชื่อเล่นของเด็กเล็ก เพราะเป็นชื่อที่ไพเราะเสนาะหู ฟังดูน่ารัก สั้น

และจดจำได้ง่าย ความจริง "อิ๊กซี่" [ICSI] ย่อมาจากคำว่า INTRACYTOPLASMIC SPERM INJECTION คือการฉีดหรือเจาะใส่ "ตัวอสุจิ" เข้าไปในเนื้อของเซลล์ "ไข่" เทคโนโลยี่ "อิ๊กซี่" นี้ ช่วยแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากผู้ชายได้ผลมากที่สุด เนื่องจากแต่เดิมมานั้น ยังให้การรักษา ได้ผลน้อยมาก ไม่ว่าจะทำ "กี๊ฟ" หรือ "เด็กหลอดแก้ว" ก็ตาม "อิ๊กซี่" ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งกรณีจำนวน "เชื้ออสุจิ" น้อย การเคลื่อนไหวของ"ตัวอสุจิ"ไม่ดี หรือแม้หยุดนิ่งอยู่กับที่ รวมทั้งรูปร่างของ"ตัวอสุจิ" พิกลพิการ ผิดรูป ผิดร่าง ขอเพียงแต่ให้มีชีวิตอยู่เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นในกรณีไม่มี "เชื้ออสุจิ" ในน้ำอสุจิ ที่หลั่งออกมา หากสามารถเข้าไปควานหา"ตัวอสุจิ" ที่อัณฑะได้ ก็ยังรักษาให้คู่สามีภรรยามีลูกสมบูรณ์ ได้เหมือนคนปกติโดยทั่วไป

ขั้นตอนในการทำ "อิ๊กซี่"

1. การคัดเลือกผู้ที่จะใช้เทคนิคอิ๊กซี่ คู่สามีภรรยาที่จะมารักษาต้องมีข้อบ่งชี้ เช่น เชื้ออสุจิผิดปกติ อย่างมากหรือ เคยรักษาด้วยวิธีการทำ "เด็กหลอดแก้ว" มาก่อนและไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น จึงจะคุ้มค่ากับการทำ

2. การกระตุ้น"ไข่" โดยใช้ฮอร์โมนหรือยาฉีดกระตุ้นเพื่อให้ได้"ไข่"หลาย ๆ ใบ และดูการเจริญ เติบโตของไข่ เป็นระยะ ๆ ด้วยอัลตร้าซาวน์เจาะเลือดตรวจฮอร์โมนที่ไข่สร้างขึ้น เมื่อได้ไข่ ที่เหมาะแก่การปฏิสนธิจึงเจาะเก็บไข่ที่สุก

3. การเก็บ "ไข่" ใช้เข็มเจาะผ่านผนังช่องคลอดโดยมีอัลตร้าซาวน์ช่วยชี้นำ การเจาะ "ไข่" ผ่านทาง ผนังช่องคลอดนี้ ทำให้ได้ "ไข่" จำนวนมากถึงร้อยละ 90 ของทั้งหมด

4. การคัดเลือก "ไข่" "ไข่" ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการนี้ต้องเป็น"ไข่"ที่สุกเต็มที่เท่านั้น สำหรับ"ไข่" ที่ยังสุกไม่เต็มที่ยังคงเลี้ยงในตู้อบจนกว่าจะสุกแล้วจึงนำมาทำ แต่ "ไข่" ที่สุกช้าเหล่านี้มักนำมา ทำ"อิ๊กซี่"ไม่ค่อยได้ผล

5. การเตรียม "เชื้ออสุจิ" "เชื้ออสุจิ" ที่นำมาใช้ในการทำ"อิ๊กซี่" ต้องผ่านกระบวนการคัดเชื้อก่อน เพื่อให้ได้ "ตัวอสุจิ" ที่มีคุณสมบัติพร้อมปฏิสนธิได้เลยทันที

6. การเจาะ "ไข่" ใส่ "ตัวอสุจิ" "ไข่" ที่สุกเต็มที่จะถูกนำมาเจาะใส่"ตัวอสุจิ" ภายใน 4 ชม.ภายหลัง จากที่เก็บ"ไข่"ได้ "ไข่"ที่ถูกเจาะใส่"ตัวอสุจิ" จะต้องเลี้ยงต่อในตู้อบอุณหภูมิ 37 ๐C เป็นเวลา 16-18 ชม. จึงจะมาดูว่ามีการปฏิสนธิเป็น"ตัวอ่อน"เกิดขึ้นหรือเปล่า หากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็ต้องมาพิจารณาดูว่าจะนำตัวอ่อนกลับเข้าสู่ร่างกายทางปากมดลูกหรือปีกมดลูก

7. การนำ"ตัวอ่อน"กลับเข้าสู่ร่างกายสตรี- ทางปีกมดลูก ต้องใช้"ตัวอ่อน" อายุประมาณ 16 -18 ชั่วโมง ทางปากมดลูก ต้องใช้"ตัวอ่อน" อายุประมาณ 42-44 ชั่วโมง

การดูแลภายหลังหยอด "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายสตรี

สตรีจะได้รับการฉีดฮอร์โมน เพื่อเสริมสร้างการทำงานของรังไข่ และคงสภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก ให้เหมาะสม จนกว่าจะตรวจสอบว่าตั้งครรภ์หรือไม่ในวันที่ 13 ภายหลังจากหยอด"ตัวอ่อน" หากพบว่า ตั้งครรภ์ ก็จะนำมาทำอัลตร้าซาวน์ทางช่องคลอดเมื่ออายุครรภ์ 6 สัปดาห์ เพื่อดูว่า "ตัวอ่อน" ฝังตัวใน โพรงมดลูกหรือไม่ ตั้งครรภ์จำนวนเท่าไร เมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ จะทำการตรวจอัลตร้าซาวน์ซ้ำอีกครั้ง หากพบว่ามีการเต้นของหัวใจทารก แสดงว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้มีโอกาสแท้งน้อยมาก

ภาวะแทรกซ้อน เหมือนกับการทำ "กี๊ฟ" หรือ "เด็กหลอดแก้ว" ทั่ว ๆ ไป อันได้แก่

ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยา
การกระตุ้น"ไข่"ที่มากเกินไป
ท้องนอกมดลูก
ครรภ์แฝด
อื่นๆ จากการเจาะท้องหรือเจาะผนังช่องคลอด

คู่สามีภรรยาจำนวนมาก ที่เคยรักษาภาวะมีลูกยากไม่ได้ผล หากลองมองย้อนกลับไปจะพบว่า ส่วนหนึ่งของสาเหตุแห่งความล้มเหลว เกิดจากภาวะ "เชื้ออ่อนมาก" ของฝ่ายชาย มาถึงตอนนี้ยังถือว่า ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นรักษาใหม่ ด้วยการทำ"อิ๊กซี่" ซึ่งให้ผลสำเร็จได้ลูก กลับไปถึงร้อยละ 30-40 ในขณะที่เดิมมีความหวังไม่ถึงร้อยละ 5

"อิ๊กซี่" ไม่ใช่มีความหมายไพเราะเฉพาะชื่อ แต่มีคุณประโยชน์อย่างแท้จริงกับปัญหาที่ยากยิ่ง ของแต่ก่อน คือ ปัญหาผู้ชาย "เชื้ออ่อน" หรือเป็นหมัน ขอเพียงแต่ให้มี "อสุจิ" อยู่ในร่างกายและค้นหา มาได้เท่านั้น ความฝันที่จะมีลูก "อิ๊กซี่" ย่อมเป็นจริงได้อย่างแน่นอน

ข้อมูลจากโรงพยาบาล thainakarin

ป้ายกำกับ

รวมบทความสุขภาพ เกร็ดความรู้และเคล็ดลับสุขภาพ ข้อมูลโดยแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ

Recent Posts

Categories

Text Widget

health and care 2day รวมบทความสุขภาพ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ เพื่อคนรักสุขภาพอย่างคุณ

Blog Archive